เสริมสร้างพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนด้วยของการส่งเสริมการเล่นของเด็ก

เสริมสร้างพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนด้วยของการส่งเสริมการเล่นของเด็ก

ดร.ยุพาวรรณ ทองตะนุนาม

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี

 

เด็กวันก่อนเรียน (Preschool age) หมายถึงเด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี ตามทฤษฎีของฟรอยด์ (Freud theory) เกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านพัฒนาการทางจิตและเพศ ( Psycho-sexual development) ระบุว่าเด็กช่วงก่อนวัยเรียน ในช่วงอายุ 2-3 ปี เป็นระยะที่มีพัฒนาการในระยะทวารหนักหรือขับถ่าย (Anal stage) เป็นระยะที่เด็กได้รับความพึงพอใจถ้าได้ขับถ่าย หากพ่อแม่เข้มงวด กวดขันกับการฝึกขับถ่ายมากเกินไปในระยะนี้ โตขึ้นเด็กจะมีนิสัยดื้อรั้น เข้มงวดกวดขัน เจ้าระเบียบ และมีอารมณ์เครียดบ่อยๆได้ ส่วนในช่วงอายุ 3-6 ปี เป็นระยะอวัยวะเพศ (Pahllic stage) อยู่ในระยะที่เด็กสนใจอวัยวะเพศของตน เป็นระยะที่เด็กสนใจความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและเพศชาย เด็กเริ่มสนใจความรักจากพ่อแม่ที่มีเพศตรงข้ามกับตนเองและเลียนแบบพฤติกรรมพ่อแม่ที่มีเพศเดียวกับตน (Odious complex) นอกจากนั้นตามทฤษฎีพัฒนาการของอิริกสัน (Erickson’s psychosocial stage of development) ยังระบุว่าเด็กก่อนวัยเรียน ช่วงอายุ 1-3 ปี จะอยู่ในช่วงระยะที่มีอิสระกับความสงสัยไม่แน่ใจ เป็นระยะที่เด็กพยายามใช้คำพูดของตนเองและสำรวจโลกรอบๆตัว ถ้าพ่อแม่สนับสนุนจะทำให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตัวเอง และมีอิสระ และเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ  4-5 ปี จะเป็นระยะที่มีความคิดริเริ่มกับความรู้สึกผิด เด็กจะชอบเล่นและเรียนรู้บทบาททางสังคม ริเริ่มทางความคิดจากการเล่น เด็นที่ถูกห้ามไม่ให้ทำอะไรในสิ่งที่เขาอย่างทำ เป็นเหตุให้เด็กรู้สึกผิดตลอดเวลา บิดามารดาควรพิจารณาร่วมกันว่ากิจกรรมใดที่ปล่อยให้เด็กทำได้ ก็ควรให้เด็กทำด้วยตนเอง จะทำให้เด็กเกิดคุณค่าในตัวเองและลดความรู้สึกผิดลงได้ ส่วนทฤษฎีพัฒนาการของซัลลิแวน (Sullivans’s development of personality) ได้แบ่งเด็กช่วงอายุ 2-4 ปี อยู่ในระยะวัยเด็กตอนต้น คือเป็นระยะที่เด็กจะเริ่มเรียนรู้ภาษา เริ่มพูดได้ เดินได้ ก็จะเริ่มที่จะเรียนรู้ว่า ทำอย่างไรจะทำให้ผู้ใหญ่รักตนเอง ดังนั้นพัมนาการที่สำคัญของเด็กวัยก่อนเรียน จะมีทั้งพัฒนาการทางกายในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การเดิน พัฒนาการทางด้านความคิดและบุคลิกภาพในการเรียนแบบบทบาทของพ่อแม่ การเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัว ความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบ และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กมีหลายด้าน แบ่งออกเป็น ปัจจัยด้านร่างกายของเด็ก ได้แก่ จากพันธุกรรม ฮอร์โมน การเจริญเติบโตในครรภ์ ภาวะแทรกซ้อนของมารดาขณะคลอดและความเจ็บป่วยของเด็กเอง และปัจจัยภายนอก ได้แก่ ปัจจัยด้านครอบครัว รายได้ของครอบครัว การเลี้ยงดูโภชนาการ สิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม เป็นต้น การส่งเสริมพัฒนาการสามารถทำได้ทั้งการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย หรือการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่มากกว่าช่วงวัยของตนเอง การส่งเสริมพัฒนาการมีได้หลายรูปแบบทั้งแบบเฉพาะเจาะจง เช่น การส่งเสริมด้านภาษา หรือจะเป็นการส่งเสริมแบบทั่วไป การเล่นเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ช่วยพัฒนาสติปัญญา ฝึกความมีระเบียบวินัยแก่เด็ก ช่วยให้เด็เป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดี เกิดความกล้าและความเชื่อมั่นในตนเอง มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ดังนั้นการเลือกของเล่นให้เหมาะสมตามวัยและไม่เกิดอุบัติเหตุจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและควรสนับสนุนอย่างยิ่ง

กิจกรรมที่ควรชวนเด็กเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการในช่วงก่อนวัยเรียน ได้แก่ การพาเด็กเดินรอบบ้านชี้ให้สังเกตสิ่งต่างๆ หมั่นพูดคุยด้วยคำพูดที่ชัดเจน ชวนเด็กแปรงฟัน สนับสนุนให้ลูกพูด จัดหาของที่มีรูปร่างแปลกๆ หัดขีดเขียน หัดนับเลข แยกกลุ่ม ผู้ป่วยปกครองต้องให้ความสำคัญกับการตอบคำถามของเด็ก เล่าเรื่องจากภาพ ฝึกให้เด็กจับดินสอ วาดรูปตามความคิด ฝึกความช่างสังเกตของเด็ก เล่นทายอะไรเอ่ย แต่งตัว ไปห้องดน้ำเองและลองทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง หัดเดินบนไม้กระดานแผ่นเดียว หัดทรงตัวขาเดียว ฝึกทำงานบ้าน สอนการข้ามถนน เป็นต้น สิ่งกิจกรรมและของเล่นเหล่านี้จะช่วยให้เด็กได้มีการพัมนาการได้สมวัยและส่งเสริมพัฒนาการในวัยเรียนและเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็วและมีเป็นบุคคลที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป

 

จิรนันท์ วีรกุล. (2563). การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 1-6 ปี. สืบค้น 25 กุมภาพันธ์ 2563 จาก http://www.med.nu.ac.th/dpMed/fileKnowledge/51_2016-01-25.pdf

สุชีวา วิชัยกุล. (2563). การส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการ. สืบค้น 25 กุมภาพันธ์ 2563 จาก https://administer.pi.ac.th/uploads/eresearcher/upload_doc/2015/academic/1432867351904378004446.pdf.

สุภาภรณ์ พยัคฆเรือง. (2557). มุมมองของผู้ดูแลต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก. Journal of Nurse Science. 32(2): 62-70.

โรคอ้วนในเด็กก่อนวัยเรียน (Obesity in Preschool Children)

โรคอ้วนในเด็กก่อนวัยเรียน (Obesity in Preschool Children)

ดร.ยุพาวรรณ ทองตะนุนาม

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี

โรคอ้วนในเด็กก่อนวัยเรียน (Obesity in Preschool Children) หมายถึงภาวะที่ร่างกายของเด็กที่มีอายุระหว่าง 2-5 ปี มีการสะสมไขมันที่มากเกินปกติ ซึ่งอาจสะสมทั่วร่างกายที่เรียกว่า อ้วนทั้งตัว (Generalized Obesity) หรือสะสมเฉพาะส่วนกลางของลำตัวเรียกว่า อ้วนลงพุง (Central Obesity) อุบัติการณ์ของโรคอ้วนเกิดเพิ่มขึ้นทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีรายงานว่า เด็กไทยร้อยละ 45 ได้รับอาหารไม่เหมาะตามวัย รับประทานขนมกรุบกรอบเพิ่มขึ้นถึง 1.8 และน้ำอัดลมเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่า ซึ่งขนมกรุบกรอบร้อยละ 90 มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ มีพลังงาน ปริมาณน้ำตาม ไขมันและโซเดียมอยู่ในเกณฑ์สูงกว่ามาตรฐาน ในขณะที่เด็กมีการเคลื่อนไหวร่างกายลดลงจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พบว่าเด็กก่อนวัยเรียนมีการใช้เวลาในการดูทีวีเฉลี่ยวันละ 3 ชั่ วโมง เล่นอินเตอร์เน็ตวันละ 2 ชั่วโมงและโทรศัพท์มือถือ 1.5 ชั่วโมง ที่สำคัญสื่อและโฆษณาต่างๆ เข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นให้บริโภคเกินความจำเป็นและไม่มีประโยชน์ โรคอ้วนมีผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ โดยพบว่าเด็กที่เป็นโรคอ้วนจะมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่บกพร่อง และยังพบว่ามีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ทำให้เด็กมีสมาธิสั้นมีผลการเรียนต่ำกว่าเด็กปกติโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์  ดื้อต่ออินซูลินทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูงตามมา การหายใจลำบากจากมีไขมันสะสมบริเวณลำคอและทรวงอกทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง การเคลื่อนไหวของหน้าอกน้อยกว่าปกติ ทำ อาจมีภาวะ หยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กง่วงนอนในช่วงกลางวันด้วย ขาของเด็กที่มีน้ำหนักมากมักจะเกิดขาผิดรูปโดยพบการผิดรูปได้ 2 แบบคือการผิดรูปแบบขาโก่งและแบบเข่าชิด กระดูกสันหลังคด ข้อเข่าอักเสบ มวลกระดูกต่ำกว่าเด็กปกติทั่วไปทำให้กระดูกเปราะหักและแตกง่าย และในเด็กบางรายอาจเกิดปัญหาทางจิตใจตามมา เพราะถูกเพื่อนๆล้อว่าเป็นเด็กอ้วน

เด็กอ้วนสามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มเด็กอ้วนที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และกลุ่มเด็กอ้วนที่มีภาวะแทรกซ้อนหรืออ้วนจากภาวะแทรกซ้อนของโรคประจำตัว ดังนั้นการประเมินคัดกรองเด็กอ้วนจึงต้องใช้ข้อมูลหลายๆด้านประกอบกัน เช่น ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัตการเจ็บป่วยในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ลักษณะการอบรมเลี้ยงดู พฤติกรรมการบริโภคของเด็ก ประวัติการมีภาวะซึมเศร้า การใช้ยาและสารเสพติด ร่วมกับผลการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ผลการตรวจระดับน้ำตาล ระดับไขมันและฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือด เป็นต้น การประเมินภาวะเด็กอ้วน สามารถทำได้โดยการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงแล้วนำมาเทียบกับเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5-18 ปี โดยเกณฑ์จะแยกเป็นเกณฑ์สำหรับเด็กชายและเด็กหญิง โดยเด็กที่มีน้ำหนักเบี่ยงเบนไปจากค่ามาตรฐานมากกว่า 2 ขึ้นไป (+2SD) จะถือว่าเป็นเด็กอ้วน หรืออาจจะใช้วิธีการคำนวณเปรียบเทียบกับส่วนสูง ที่เรียกว่าเป็นการคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ซึ่งถ้าเด็กมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จะถือว่าเป็นเด็กอ้วน นอกจากนั้นยังสามารถใช้เกณฑ์อ้างอิงน้ำหนัก ส่วนสูง การวัดเส้นรอบเอว การประเมินภาวะโภชนาการรได้ด้วยอีกทางหนึ่ง

ปัจจัยที่ทำให้เด็กอ้วน มาได้จากหลากหลายสาเหตุสามารถจำแนกออกเป็นปัจจัยหลัก ได้ 3 ปัจจัยคือ ปัจจัยจากตัวเด็กเอง เช่น ภาวะสุขภาพ ความสามารถในการรับรส อารมณ์จิตใจ ปัจจัยจากครอบครัว เช่น พันธุกรรม การถ่ายทอดความรู้ การเลี้ยงดู และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ร้านขายอาหารในโรงเรียนและชุมชน พฤติกรรมการบริโภคของครอบครว สื่อต่างๆ เป็นต้น ปัจจุบันจากการศึกษาพบว่าโรคอ้วนที่พบในเด็กทั่วไปและเด็กก่อนวัยเรียนจะมีอิทธิพลมาจากพันธุกรรมมากถึงร้อยละ 30-70 โดยเด็กที่มีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคอ้วน จะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 5 เท่า และถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคอ้วน เด็กจะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นถึง 13 เท่า แต่อย่างไรก็ตามโรคอ้วนในเด็กอีกถึงร้อยละ 30 เกิดจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมสุขภาพต่างๆ เช่นการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกำลังกายของเด็กและสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะผู้ปกครอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเด็กอ้วนจึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายที่เหมาะสมไม่ก่อให้เกิดโรคอ้วนในเด็ก ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดข้อปฏิบัติการให้อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน ดังนี้

  1. ให้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่างไม่เกิน 2 มื้อต่อวัน
  2. ให้อาหารครล 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย เป็นประจำทุกวัน
  3. ให้นมแม่ต่อเนื่องถึงอายุ 2 ปี เสริมนมรสจืดวันละ 2-3 แก้ว
  4. ฝึกให้กินผักและผลไม้สดจดเป็นนิสัย
  5. ให้อาหารว่างที่มีคุณภาพ
  6. ฝึกให้กินอาหารรสธรรมชาติ ไม่หวานจัด มันจัดและเค็มจัด
  7. ให้อาหารสะอาดและปลอดภัย
  8. ให้ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มปรุงแต่งรสหวานและน้ำอัดลม
  9. ฝึกวินัยการกินอย่างเหมาะสมตามวัยจนเป็นนิสัย
  10. เล่นกับลูก สร้างความผูกพัน หมั่นติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการ

และให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical activity) ของเด็กก่อนวัยเรียน โดยการลดพฤติกรรมที่อยู่นิ่งๆ โดยแนะนำว่าเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปไม่ควรดูโทรทัศน์และเล่นเกมคอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และควรเพิ่มการออกกำลังกายปานกลางนาน 60 นาทีต่อวัน หรือออกกำลังกายระดับหนักนาน 30 นาทีต่อวัน ร่วมกับครอบครัวและควรสนับสนุนให้มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายทั้งครอบครัว สร้างนิสัยการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน เช่น การช่วยทำงานบ้าน การเดินหรือขี่จักรยานแทนการนั่งรถ ร่วมถึงการส่งเสริมให้เด็กเล่นกีฬาเพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานและการเรียนรู้กฏกติกาการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย

วิธีการจัดการภาวะอ้วนในเด็ก ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของครอบครัว โรงเรียนและชุมชน โดยครอบครัวจะมีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็นในเรื่องการรับประทานอาหาร การจัดกิจกรรมต่างๆที่บ้านเพื่อให้เด็กเกิดการใช้พลังงาน ส่วนโรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเด็กขณะที่อยู่ในโรงเรียน โดยการให้ความรู้กับเด็กและจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมเช่นการจัดอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ไม่ให้มีการจำหน่ายอาหารที่จะส่งเสริมให้เด็กอ้วน จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายให้กับเด็ก รวมถึงการออกแบบการเรียนให้เด็กได้มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน นอกจากนั้นชุมชนต้องร่วมกันระดับสมองเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่ส่งเสริมให้เด็กได้มีพฤติกรรมบริโภคอย่างถูกต้องและมีกิจกรรมการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมทั้งโดยการจัดกิจกรรมในชุมชน การจัดหาอุปกรณ์การออกกำลังกาย การรณรงค์การป้องกันการเกิดเด็กอ้วนในชุมชน การเยี่ยมบ้านเพื่อคัดกรองและติดตามการปฏิบัติตัวของเด็กที่บ้าน เป็นต้น แม้ว่าเด็กอ้วนจะดูน่ารัก แต่ความจริงแล้วความอ้วนต้องแต่วัยก่อนเรียนเป็นภัยเงียบที่จะส่งผลต่อตัวของเด็กเองในอนาคต ดังนั้นการส่งเสริมและป้องกันการเกิดโรคอ้วนในเด็กก่อนวัยเรียนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

อ้างอิง

จันทิรา ไชยศรี, กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียม และหทัยชนก บัวเจริญ. (2557, พฤษภาคม-สิงหาคม). แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อจัดการภาวะอ้วนในเด็ก: การสังเคราะห์งานวิจัย. วารสารพยาบาลทหารบก. 15(2): 360-367.

สุนทรี รัตนชูเอก, พัชราภา ทวีกุล, อรวรรณ เอี่ยมโอภาส และอุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ. (2557). แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและรักษาโรคอ้วนในเด็ก. สืบค้น 25 กุมภาพันธ์ 2563, จาก http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20161208151655.pdf.

World Health Organization. (2020). Global Strategy on Diet, Physical Activity and Health: Childhood overweight and obesity. สืบค้น 25 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.who.int/dietphysicalactivity/childhood/en/

Wungrath, J. (2018). Obesity among Preschool-aged Children in Thailand. Journal of Public Health. 48(3): 356-370.

เด็กติดมือถือ : ทำอย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เด็กติดมือถือ : ทำอย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

                                                                                   ดาริณี  สมศรี

ยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นสิ่งที่ทุกคนและเกือบทุกวัย ถึงเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   บริษัท Flurry Analytics ปี 2016  วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในสหรัฐอเมริกาจะใช้เวลาอยู่บนสมาร์ทโฟนเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงขึ้นไป แยกเป็นการใช้งานแอปพลิเคชัน 92% (50% คือการใช้แอปฯ​ โซเชียลมีเดีย) และบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ต 8% ขณะที่ในแต่ละปีสัดส่วนการใช้งานสมาร์ทโฟนต่อวันก็เพิ่มต่อเนื่องกว่า 69% สะท้อนให้เห็นว่าคนเริ่มมีพฤติกรรมเสพติดการใช้งานโทรศัพท์มากขึ้นทุกวัน  ผลสำรวจจาก Deloitte ในปี 2016 ระบุไว้ว่าแต่ละวันผู้ใช้จะจ้องหน้าจอโทรศัพท์ไม่ต่ำกว่า 47 ครั้ง อีก 89% บอกว่าตั้งแต่ตื่นนอนคนส่วนใหญ่จะต้องคอยเช็กมือถือภายใน 1 ชั่วโมง ส่วน 81% บอกว่าภายใน 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน พวกเขาจะต้องเช็กมือถือเสมอ มากกว่าครึ่งของผู้ที่มีอาการของโรคกลัวการขาดมือถือไม่เคยปิดเครื่อง   อาการแบบนี้ เรียกว่าโรคกลัวการขาดมือถือ (Nomophobia) หรือ โนโมโฟเบีย เป็นชื่อที่มีการเสนอของโรคกลัวชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยกลัวการไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือการไม่ได้สัมผัสมือถือ  แม้ว่าโรคนี้จะไม่มีอยู่ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 5 (DSM-5) แต่เบียนชิและฟิลลิปส์ได้อธิบายไว้ว่ามีปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีผลต่อการใช้มือถือมากเกินไป  คนที่มีความภูมิใจแห่งตนต่ำอาจใช้มือถือเพื่อสร้างความมั่นใจ และบุคคลที่มีลักษณะเปิดเผยอาจใช้มือถือมากเกินไป เป็นไปได้ที่อาการของโนโมโฟเบียอาจเกิดจากอาการทางจิตที่มีอยู่แล้ว และบุคคลที่มีความเสี่ยงมักเป็นโรคกลัวสังคม หรือโรควิตกกังวลเมื่อเข้าสังคม ความวิตกกังวลสังคมร่วมกับอาการตื่นตระหนก Continue reading

การเป็นข้าราชการที่ดี (ประเมินวงรอบที่ 1 งบประมาณ 2562)

การเป็นข้าราชการที่ดี (ประเมินวงรอบที่ 1 งบประมาณ 2562)

การเป็นข้าราชการที่ดีเริ่มจากการพัฒนาตนเองทั้งด้านคุณธรรมและความเชี่ยวชาญในงานนั้นๆ คุณธรรมข้อหนึ่งซึ่งจะขาดไปไม่ได้คือความเสียสละ ความเสียสละนี้พูดดูเหมือนง่าย แต่บ่อยครั้งที่เราเองก็ละเลยคำๆนี้ แต่หากทุกคนคำนึงถึงความเสียสละ งานที่ว่ายากก็จะตั้งใจทำ งานที่ว่าเหนื่อยก็จะตั้งใจสู้ ทำโดยไม่หวังผลตอบแทนสู่ตน แต่หวังให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

อ.เอกกมล ไชยโม

ปลูกจิต คิดธรรม นำสู่การปฏิบัติที่ดี” (วงรอบ 1 งบประมาณ 2562) ใหม่

“ปลูกจิต คิดธรรม นำสู่การปฏิบัติที่ดี” (วงรอบ 1 งบประมาณ 2562) ใหม่

จิตใจของคนเรามีทั้งคุณธรรม และความเห็นแก่ตัว พฤติกรรมการแสดงออกของเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอบู่กับว่าส่วนใดถูกกระตุ้นให้โดดเด่นหรือมีพลังมากกว่ากัน ตัวกระตุ้นก็คือมุมมอง ทัศนคติ และสิ่งแวดล้อม หากเราต้องการกระตุ้นพลังบวกให้เกิดขึ้นกับบุคคล ครอบครัว องค์กร และชุมชน ก็ควรจะให้ความสำคัญกับโยนิดสมนสิการเป็นข้อแรก เพราะการคิดถูกวิธีหรือคิดบวกสามารถกระตุ้นคุณธรรมขึ้นมาได้ เช่นทำให้เกิดเมตตา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่อิษฉาริษยาเขา ขณะเดียวกันก็ควรมีการจัดสรรสิ่งแวดล้อมให้ดี รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูล เช่น การสื่อสารระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดคุณธรรมขึ้นได้ แต่หากจัดสรรสิ่งแวดล้อมไม่ดี สื่อสารไม่ถูกต้อง ความเห็นแก่ตัวก็อาจเกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรมีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อกันและกันให้เกียรติและยอมรับผู้อื่นอยู่เสมอ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า

ครุ โหติ สคารโว 

ผู้เคารพผู้อื่น ย่อมมีผู้เคารพตนเอง

อ.เอกกมล ไชยโม 

การจมน้ำในเด็ก (Pediatric Drowning)

การจมน้ำในเด็ก (Pediatric Drowning)

อ.รวงดี ชีวะสุทโธ

 

คำจำกัดความของการจมน้ำ คือกระบวนการที่เกิดจากประสบการณ์ของระบบทางเดินหายใจเสียหายเนื่องจากการจมน้ำ หรือแช่อยู่ในของเหลว (“The process of experiencing respiratory impairment from submersion/immersion in liquid medium” ; WHO, 2002) มีการจำแนกผลลัพธ์ของการจมน้ำ เป็น 3 กลุ่มคือ 1) จมน้ำและเสียชีวิต (Drowning with death) 2) จมน้ำและเกิดความพิการ (Drowning with morbidity) 3) จมน้ำ แต่ไม่เกิดความผิดปกติ (Drowning without morbidity)

อุบติการณ์การจมน้ำ พบว่ามีอัตราตายทั่วโลกประมาณ 36,000 รายต่อปี พบมากในกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี (Global report on drowning: preventing a leading killer, WHO 2014) สำหรับในประเทศไทยมีรายงานในปี 2000-2009 พบมีผู้เสียชีวิต 4,162 ราย คิดเป็น 6.3 ต่อประชากร แสน (Asia Pac J Public Health. 2015;27(2):NP2471-9.) ในสหรัฐอเมริกา กลุ่มเสี่ยงเป็นเพศชายในทุกกลุ่มอายุมีโอกาสตายจากการจมน้ำมากกว่าเพศหญิงถึง 4 เท่า ในเพศหญิงพบว่ามักเกิดในช่วงอายุ 1 ขวบ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ เด็กอายุน้อยกว่า 1-5 ขวบ มีการทรงตัวไม่ดี จึงทำให้ล้มในท่าศีรษะทิ่มได้  พบ19% เกิดจากการปล่อยเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบเล่นน้ำในอ่างอาบน้ำ ส่วนเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป เริ่มโตและซน จะเริ่มออกไปเล่นนอกบ้าน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสนับสนุนว่าการมีประสบการณ์ว่ายน้ำสูงไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากการจมน้ำ  และอาจพบการจมน้ำได้ในกลุ่มเป็นโรคลมชักหรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด  พื้นที่เสี่ยงสำหรับเด็กคือ อ่างอาบน้ำ ห้องน้ำ ถังน้ำ บ้านพักที่มีสระว่ายน้ำ

ผลกระทบจากการจำน้ำ  ระดับคาร์บอนไดออกไซด์จะสูง ปอดถูกทำลายจนเกิดการหายใจล้มเหลวซึ่งนำไปสู่อวัยวะต่างๆในร่างกายล้มเหลวตามมาโดยเฉพาะสมองอาจเสียหายจนเกิดความพิการและเสียชีวิตตามมาได้

หลักการช่วยเหลือเด็กจมน้ำ  “ตะโกน—- โยน—– ยื่น”

การป้องกันการจมน้ำในเด็ก มีวิธีการดังนี้

1) ดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยทิ้งให้เด็กเล่นน้ำเองตามลำพัง

2) กำจัดน้ำในถัง กะละมัง  โอ่ง สระน้ำ

3) สร้างรั้วกั้นรอบสระ

4) สอนเรื่องการ CPR

5) สอนหรือฝึกการว่ายน้ำ  ให้ว่ายน้ำโดยอยู่ใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นมีคู่หรือ lifeguard

3) ใช้อุปกรณ์ป้องกันการจมน้ำเวลาเด็กเล่นน้ำ

4) หาข้อมูลความลึกของน้ำก่อนจะให้เล่นน้ำ

5) ตระหนักรู้ปัจจัยเสี่ยงของการจมน้ำเช่นโรคลมชัก

สรุป

การป้องกันการจมน้ำเป็นการป้องการความเสียหายที่จะเกิดต่อระบบประสาท

เมื่อมีการจมน้ำเกิดขึ้น สิ่งแรกที่ควรกระทำคือการช่วยเหลือย่างเหมาะสมและต้องทำ การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน การกดหน้าอกพร้อมกับช่วยการช่วยเรื่องการหายใจให้ผลดีกว่าการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว และผู้ป่วยจมน้ำที่อยู่ในระยะโคม่า การช่วยเหลือ ฟื้นฟูเรื่องสมองเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดตามมา

โรคมือเท้าปาก…อย่าคิดว่าแค่โรคธรรมดา

โรคมือเท้าปาก…อย่าคิดว่าแค่โรคธรรมดา

แม้ว่าในทุกๆ ปีจะมีการระบาดของโรคมือเท้าปาก และเด็กที่ป่วยส่วนใหญ่ก็มีอาการไม่มากและหายเองได้ แต่บางครั้งบางคราวก็พบว่ามีรายที่เป็นหนักและต้องเข้าหอผู้ป่วยหนัก เหตุที่ฟังดูน่ากลัวเพราะมีการเสียชีวิตอย่างค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากเชื้อบางสายพันธุ์จะมีความดุเป็นพิเศษ เช่น เชื้อ Enterovirus 71 (EV71, อีวี 71) แม้แต่เชื้อ Coxsackie A16 ที่อาจดูว่าไม่ดุ ส่วนใหญ่ที่เป็นมักจะหายเอง แต่ก็มีรายงานเด็กเสียชีวิตได้เช่นกันด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามตามมากมายว่า คุณพ่อคุณแม่จะมีทางใดที่จะรู้ว่าลูกรักกำลังป่วยด้วยโรคนี้ และจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ไหม อีกทั้งมีวิธีใดที่จะป้องกันหรือรักษาให้หายโดยไม่เกิดเรื่องร้ายแรงต่างๆ นี้ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม โรคมือเท้าปาก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ อัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไปจนถึงเสียชีวิตได้ โดยอาการแทรกซ้อนไม่สัมพันธ์กับจำนวนแผลในปากหรือตุ่มที่พบตามฝ่ามือฝ่าเท้า ในรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงอาจมีแผลไม่กี่จุดในลำคอหรืออาจมีตุ่มเพียงไม่กี่ตุ่มตามฝ่ามือฝ่าเท้าก็ได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แม้จะดูว่าผื่นและแผลในปากหายไปแล้วก็ตาม โดยสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เช่น

– เด็กมีอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่อยากรับประทานอาหารหรือนม

– บ่นปวดศีรษะมาก ปวดทนไม่ไหว

– มีอาการพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง สลับกับการซึมลง หรือเห็นภาพแปลกๆ

– ปวดต้นคอ คอแข็ง มีการรับรู้สับสน ซึมลง และอาเจียน

– มีอาการสะดุ้งผวา ตัวสั่นๆ แขนหรือมือสั่นบ้าง

– มีอาการไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อยๆ หน้าซีด มีเสมหะมาก โดยอาจมีหรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้

วิธีป้องกันโรคมือเท้าปาก ที่พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องรู้

ช่วงนี้ในโลกสื่อสังคมออนไลน์ของไทย โดยเฉพาะของกลุ่มบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กวัยเตาะแตะที่เพิ่งจะส่งเข้าศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนเตรียมอนุบาล และโรงเรียนอนุบาล คงจะเต็มไปด้วยข่าวของเด็กอายุประมาณ 2-3 ขวบที่กำลังน่ารักและไม่ปรากฏว่ามีโรคประจำตัวอะไรมาก่อน อยู่ๆ ก็มีอาการไข้และเจ็บคอ จากนั้นเพียง 1-2 วันก็ต้องเข้าโรงพยาบาลและอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนต้องเข้าหอผู้ป่วยหนัก (ไอซียู) และเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา
นี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ต้องเฝ้าระวังลูกน้อยเป็นอย่างมาก เพราะด้วยปัจจุบันมีเชื้อไวรัสที่เติบโตขึ้นมากมาย และเชื้อไวรัสบางตัวก็เป็นสาเหตุให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งภูมิต้านทานยังไม่ดีเท่าไรนัก ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยโรคมือเท้าปาก แถมยังเป็นโรคติดต่อที่เด็กเล็กมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย และจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต และบางรายอาจมีอันตรายจากภาวะแทรกซ้อน
โรคมือเท้าปากนี้ เป็นโรคติดต่อ โดยเชื้อไวรัสแพร่ผ่านทางระบบทางเดินอาหารและการหายใจ

  • สามารถติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วย
  • สามารถติดต่อโดยอ้อมจากการสัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • ปัจจุบันในประเทศไทยพบว่าโรคมือเท้าปากมักระบาดในโรงเรียน ชั้นอนุบาลเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งโรคมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ จึงสามารถติดต่อกันได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการ
    เพราะฉะนั้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงคุณครูในโรงเรียนที่มีเด็กเล็ก รวมถึงสถานรับเลี้ยงเด็ก ต้องรู้จักวิธีป้องกัน และดูแลเด็กให้ห่างไกลจากโรคภัยเหล่านี้
    วิธีป้องกันโรคมือเท้าปากที่ควรเป็นพฤติกรรมทางสังคม
  1. ควรดูแลรักษาความสะอาดทั่วไป และสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร และหลังขับถ่ายทุกครั้ง
  2. รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม
    3. ควรใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร และไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ขวดนม ร่วมกับผู้อื่น
              4. หลีกเลี่ยงการคลุกคลี อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายป่วย
              5. หลีกเลี่ยงการนำทารกและเด็กเล็กเข้าไปในสถานที่แออัด หรือที่ ๆ เด็กอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หรือเล่นของเล่นร่วมกันในที่สาธารณะในช่วงที่มีโรคระบาดมาก
              6. ผู้ดูแลเด็กต้องตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และรีบล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว เมื่อเช็ดน้ำมูก น้ำลาย หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระ
              7. ทำความสะอาดพื้น เครื่องใช้ หรือของเล่นเด็ก ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค อย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำยาฟอกขาว  อัตราส่วน คือ น้ำยา 20 ซีซี. ต่อ น้ำ 1,000 ซีซี. และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง
              8. ถ้าพบผู้ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อดำเนินการควบคุมโรคต่อไป
              9. ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานที่ป่วยไปพบแพทย์ ให้การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ แจ้งโรงเรียนและเด็กควรหยุดเรียนจนกว่าจะหาย ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน โรคนี้หายได้เอง แต่ควรเฝ้าระวังอาการซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้น
              ทำอย่างไรถ้าลูกติดเชื้อมือเท้าปาก

– สิ่งแรกที่ต้องทำถ้าพบว่าลูกติดเชื้อโรคมือเท้าปาก คือ ป้องกันไม่ให้เชื้อนี้แพร่ระบาดไปสู่คนหมู่มากโดยแยกเด็กที่ติดเชื้อไว้ต่างหาก ไม่ให้ไปในที่ที่มีคนอยู่รวมกันเยอะๆ เช่น ตามตลาดหรือห้างสรรพสินค้า ไม่ให้ติดต่อหรือสัมผัสทางร่างกายกับเด็กอื่น ให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ ทีละน้อย ป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เด็กจะต้องสัมผัสอยู่อย่างสม่ำเสมอ

– ในเมื่อขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนรักษาโรคนี้โดยเฉพาะ ส่วนอาการปวดและเป็นไข้ รักษาโดยให้ทานยาจำพวกยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอลชนิดน้ำจากคุณหมอประจำครอบครัว หรือคลินิกใกล้บ้าน แผลในปากใช้ขี้ผึ้งป้ายแผลรักษาได้

เกร็ดเล็กน้อยที่ช่วยจำกัดการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปาก     

ชีวิตของลูกน้อยอยู่ในมือคุณๆ ทั้งหลายนะคะ เพราะอย่างที่บอกไปว่า แม้การระบาดของโรคมือปากเท้าที่ผ่านมา เด็กที่ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ แต่ภูมิคุ้มกันของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน ทางที่ดีกันไว้ดีกว่าแก้ และไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กน้อยที่พ่อแม่ต้องสอนลูกไม่ให้โรคมือเท้าปากแพร่ระบาดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ได้แก่

– สอนลูกไม่ให้ใช้มือสกปรกจับหน้าตาตัวเอง

– สอนลูกไม่ให้อยู่ใกล้ชิดหรือสัมผัสทางร่างกายโดยตรงกับผู้ที่ติดเชื้ออยู่แล้ว

– สอนลูกให้หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังจากเล่นมาแล้วหรือหลังจากที่ไปจับต้องสิ่งต่างๆในที่สาธารณะ

คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กอยู่ในบ้าน ไม่ควรมองข้ามความปลอดภัย และควรสอนลูกน้อยให้มีพฤติกรรมที่เสริมสร้างสุขวิทยาที่ดีจนเป็นนิสัยที่เคยชิน และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ควรติดต่อสอบถามจากสถานพยาบาลใกล้บ้านหรือกุมารแพทย์โดยตรง

——————————————————–

เรียบเรียงโดย มนทรา ตั้งจิรวัฒนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การดูแลผู้ป่วยเด็กแบบประคับประคอง

การดูแลผู้ป่วยเด็กแบบประคับประคอง

                                                                                        สุวรรณา วุฒิรณฤทธิ์

 

การดูแลแบบประคับประคอง หมายถึง การดูแลผู้ป่วยให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่สามารถจะกระทำได้ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เพราะเป็นการดูแลผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายจากการเจ็บป่วยได้ ผู้ดูแลต้องมีละเอียดอ่อนมากกว่าการดูแลปกติ โดยเฉพาะความรู้สึกด้านจิตใจของผู้ป่วยที่ต้องทุกข์ ทรมานจากการเจ็บป่วยแล้วยังรับรู้ว่าตนเองไม่สามารถหายจากอาการที่เป็นอยู่ได้ อีกทั้งอาการจะมีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนือง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก ซึ่งที่ไวต่อความรู้สึก อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย มีความอดทนต่ำกว่าผู้ใหญ่ และที่สำคัญบางรายยังขาดความพร้อมด้านการสื่อสาร

ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก ส่วนใหญ่เป็นแล้วมีโอกาสรักษาหายน้อย มีรายงานอุบัติการณ์เด็กเป็นโรคมะเร็งเด็กชายอายุระหว่าง 0-4 ปี, 5-9 ปี, และ 10-14 ปี คือ 21.7, 16.6 และ 10.2 ต่อประชากร 100,000 คน ตามลำดับ ในผู้ป่วยเด็กหญิงอายุระหว่าง 0-4 ปี, 5-9 ปี, และ 10-14 ปี คือ 14.1, 10.5 และ 9.4 ต่อประชากร 100,000 คน ตามลำดับ (Imsamran W, et al, 2015) ซึ่งจะเห็นว่าเด็กที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่ มีอายุต่ำกว่า 4 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เด็กยังจากมีความเข้าใจสื่อสารน้อย การควบคุมอารมณ์ และความรู้สึกอยู่ในระดับต่ำกว่าวัยอื่น  นอกจากนี้ยังเป็นวัยที่ต้องการการพิเศษทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการที่รวดเร็ว ดังนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยเด็กได้รับการดูแลที่สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเด็ก ผู้ดูแลต้องมีเตรียมความพร้อมด้านต่างๆดังนี้

  1. การดูแลความสุขสบายด้านร่างกาย
    • การลดความเจ็บปวด ประเมินความปวดผู้ป่วยเด็กควรเลือกใช้แบบประเมินที่เหมาะสม เช่น

Faces pain rating scale หรืออาจใช้หลายแบบก็ได้ เพื่อวางแผนบริหารจัดการความทุกข์ทรมานให้ ผู้ป่วยเด็กมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต เช่น การพูดให้กำลังใจ การจัดกิจกรรมให้เด็กบรรเทาอาการปวด การให้ยาบรรเทาอาการปวดเหมาะสมกับระดับความเจ็บปวด รวมถึงทำให้ผู้ดูแลเข้าใจพฤติกรรมแสดงออกของผู้ป่วยเด็กมากขึ้น แต่การประเมินความเจ็บปวดในผู้ป่วยเด็กบางครั้งผู้ป่วยเด็กก็ไม่สามารถบอกตำแหน่งที่ชัดเจนให้ทราบได้

  • การลดความรบกวนต่างๆ เช่น แสง เสียง ฝุ่น ต่างๆ สิ่งรบกวนเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยเด็ก รู้สึก

ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ซึ่งจะมีผลถึงอารมณ์ การกระตุ้นให้รับรู้ความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการพักผ่อนที่ลดลง อันเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลีย

  • การป้องกันการติดเชื้อ ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้จะมีภูมิต้านทานต่ำ จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย จึง

ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในบริเวณที่อากาศไหลเวียนดี ไม่พาผู้ป่วยเด็กอยู่บริเวณที่แออัด และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด

  • การตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ปกติเด็กจะมีความต้องการตามความรู้สึกของตนเอง

เป็นส่วนใหญ่ มีการใช้เหตุผลที่น้อยลงตามอายุ และในกรณีที่เด็กมีภาวะเจ็บป่วยจะมีความต้องการการดูแล การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ดูแลต้องมีความอดทนต่อการแสดงออกของผู้ป่วยเด็ก โดยเข้าใจความรู้สึกและยอมรับในการแสดงออก และสามารถตอบสนองเด็กได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับหลักการดูแล เพื่อให้ลดภาวะเครียดในผู้ป่วยเด็กเหล่านี้ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินของโรค

  1. การยอมรับครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ด้วยความรัก ความห่วงใย ความกังวลที่ครอบครัวมีต่อผู้ป่วยเด็ก

ทำให้เกิดความสบสน ไม่เข้าใจรูปแบบการบริการ ซึ่งผู้ดูแลจำเป็นต้องให้ข้อมูล โดนเน้นสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และยอมรับการแสดงออกของครอบครัว

  1. การประคับประคองความสามารถ ผู้ดูแลควรให้เวลา ช่วยเหลือ และส่งเสริมให้ผู้ป่วยเด็กปฏิบัติ

กิจวัตรประจำวันตามที่ผู้ป่วยเด็กต้องการตามที่สามารถกระทำได้ เพื่อเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อที่มีความสุข และความภาคภูมิใจ

  1. การแสดงความเห็นใจ การที่ผู้ดูแลมีความเห็นใจ และพร้อมให้การช่วยเหลือจะทำให้ผู้ป่วยเด็ก

รับรู้ถึงความอบอุ่น ไม่โดดเดียว เช่น คำพูดว่า “ทำดีที่สุดแล้ว” เป็นต้น

  1. การสนับสนุนการยอมรับความจริง ผู้ดูแลต้องประเมินความพร้อมของผู้ป่วยเด็กและครอบครัว

เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นความจริงอย่างเหมาะสม เพราะการที่ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับรู้ถึงความจริงถึงจะเป็นบางส่วนก็ตาม โดยเฉพาะความก้าวหนาของโรคและจากการรักษา  เช่น อ่อนเพลีย การปวดข้อ ปวดตามเนื้อตัว หายใจลำบาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย และอาการเหล่านี้จะมีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถวางแผนการดำเนินชีวิตของตนเองได้ ซึ่งจะนำมาซึ่งความพร้อมในการเผชิญปัญหาต่อไป

  1. การให้การสนับสนุนผู้ดูแล ในเรื่องการอำนวยความสะดวก แหล่งสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ

ด้านต่างๆ ที่จำเป็น

  1. การสนับสนุนด้านความรู้และเสริมสร้างความสามารถในการดูแล แก่ครอบครัว เพื่อเสริมการดูแล

โดยภาพรวมให้มีประสอทธิภาพขึ้น เช่น ความรู้เกี่ยวกับโรค ความรู้เกี่ยวกับการดูแล การรักษา และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเด็กเป็นต้น โดยเป็นการการประเมินความรู้ของครอบครัวก่อน และเสริมสร้างเฉพาะส่วนที่ยังไม่ครอบคลุมเท่านั้น และที่สำคัญควรเน้นเป็นความรู้ที่ควรได้รับเฉพาะราย เพื่อให้ครอบครัวให้การดูแลได้ตรงตามปัญหา และความต้องการเฉพาะราย

  1. การส่งเสริมความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ หรือส่งเสริมกิจกรรมทางเทคโนโลยีที่

เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กรู้สึกสนุกกับการทำกิจกรรมกับเพื่อน มีเครือข่ายของตนเอง และเป็นการส่งเสริมการยอมรับของสังคมเพื่อนวัยเดียวกับมากขึ้น

การดูแลผู้ป่วยเด็กที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้นั้น ผู้ดูแลต้องประคับประคองให้ผู้ป่วยเด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และอยู่ในสังคมที่อบอุ่น มีความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมน้อยที่สุด ชะลอหรือลดความรุนแรงของโรคอันจะเกิดผลทบทบต้องร่างกายเท่าที่สามารถจะกระทำได้ และสร้างความพร้อมให้ผู้ป่วยเด็กมีความพร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไป

เอกสารอ้างอิง

 

เพ็ญศิริ มรกต กิตติกร นิลมานัต และเยาวรัตน์ มัชฌิม. (2558) ผลของโปรแกรมส่งเสริมการปรับตัวของญาติ

ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง. วารสารสภาการพยาบาล 30(2), 33-45.

Imsamran W, Chaiwarawattana A, Wiangnon S, Pongnikorn D (2015). Cancer in Thailand.

(Vol VIII, 2010-2012). National Cancer Institute, Thailand.

การดูแลช่วยเหลือ และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยทารกและเด็กที่ไฟไหม้และน้ำร้อนลวก

บทความการดูแลช่วยเหลือ และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยทารกและเด็กที่ไฟไหม้และน้ำร้อนลวก_วิปรัชญา

โรคสมาธิสั้นในเด็ก

โรคสมาธิสั้นในเด็ก

ปัจจุบัน การเลี้ยงดูบุตรหลานให้อยู่กับสื่อมีเดียต่างๆ เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กไทยมีภาวะความเสี่ยงการป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นมากขึ้น หลังกระทรวงสาธารณสุข พบว่าเด็กไทยป่วยสมาธิสั้นกว่า 1 ล้านคน และกว่าครึ่งจะมีปัญหาสุขภาพจิตตามมา 15 ม.ค.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า สาเหตุหลักในการเกิดโรคสมาธิสั้นนั้น เกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่กระตุ้นให้เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นมีอาการแย่ลง โดยเฉพาะการเร่งรัดให้เด็กปฐมวัยอ่านออก เขียนได้ หรือการเลี้ยงดูให้เด็กอยู่กับสื่อมีเดียประเภทต่าง ๆ ซึ่งผิดจากธรรมชาติที่เด็กจะต้องได้เล่นอย่างเหมาะสมกับวัย

โดยอาการสมาธิสั้นจะมีในเด็กทุกคนอยู่แล้ว เนื่องจากสมองจะมีสารบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ซึ่งเด็กบางคนที่มีอาการสมาธิสั้นอาจมีสารดังกล่าวที่พร่องจากเด็กทั่วไป ซึ่งหากผู้ปกครองเลี้ยงดูอย่างผิดๆ และฝืนธรรมชาติของเด็กก็จะทำให้อาการแย่ลง

โรคสมาธิสั้นส่งผลกระทบต่อเด็กหลายอย่างโดยเฉพาะถ้าไม่ได้รับการรักษา เช่น ทําให้เด็กไม่ประสบผลสําเร็จในการเรียน ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนถูกตําหนิ ลงโทษ ซึงอาจเป็นผลทําให้มีพฤติกรรมดื้อต่อต้านหรือก้าวร้าว  นอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาการเสียความภาคภูมิใจในตนเอง วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือมีพฤติกรรมเสียงอันตรายต่างๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเด็กทีเป็นโรคสมาธิสั้นทุกคนจะมีปัญหาดังกล่าว เมือโตขึ้นจนสมองมีวุฒิภาวะทีดีซึ่งมักต้องรอจนถึงวัยรุ่นตอนปลาย อาการของโรคสมาธิสั้นก็จะลดน้อยลงหรือหายไปได้ ดังนั้นถ้าได้รับการรักษาและช่วยเหลือทีดี เด็กสมาธิสั้นก็สามารถประสบความสําเร็จในชีวิตได้ไม่แตกต่างกับคนทั่วไป

อาการของโรคสมาธิสั้น

ด้านการขาดสมาธิจดจ่อตั้งใจ

  1. ไม่ตั้งใจฟัง ไม่สนใจในขณะที่มีคนพูดด้วย
  2. ไม่ทำอะไรไปตามขั้นตอน ชอบทำอะไรง่าย ๆ รวบรัด
  3. ไม่ชอบทำอะไรเป็นเวลานาน ๆ มักเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน
  4. ไม่ชอบเรียนรู้เรื่องที่ต้องใช้เวลา เช่น การอ่านเรื่องยาว ๆ
  5. มองข้ามเรื่องสำคัญ ไม่ใส่ใจรายละเอียด จนเกิดความผิดพลาดบ่อย ๆ
  6. มักลืมอุปกรณ์เครื่องใช้หรือสิ่งของจำเป็น เช่น ลืมดินสอ ยางลบ ปากกา หนังสือ ตอนมาโรงเรียน
  7. มักลืมสิ่งที่ต้องทำหรือที่ได้รับมอบหมาย เช่น ลืมทำการบ้าน ลืมการนัดหมาย
  8. วอกแวกง่ายเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น หรือมีความคิดอื่นมากระตุ้นในขณะทำกิจกรรมใด ๆ อยู่
  9. จัดลำดับความสำคัญไม่เป็น เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำไม่ได้
  10. บริหารจัดการเวลาได้ไม่ดี ไม่สามารถทำงานเสร็จตามกำหนดการ
  11. หลีกเลี่ยงและไม่ชอบงานที่ต้องใช้ความพยายามมาก ๆ อย่างการทำการบ้าน การเขียนรายงานหรือเรียงความ
  12. มีปัญหากับการทำงานตามกำหนด หรือการเรียน การเล่น กิจกรรมอะไรก็ตามที่ต้องทำตามกฎระเบียบหรือกรอบคำสั่ง

ด้านการตื่นตัว อยู่ไม่นิ่ง และหุนหันพลันแล่น

  1. พูดมาก พูดไม่หยุด
  2. นั่งนิ่งอยู่กับที่นาน ๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ
  3. ว่องไว เคลื่อนไหวรวดเร็ว ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
  4. มีปัญหาเกี่ยวกับการรอ ไม่ชอบการรอคอย
  5. ลุกออกจากที่นั่งบ่อย ๆ ในสถานการณ์ที่ควรนั่ง เช่น ขณะกำลังอยู่ในชั้นเรียน ขณะอยู่ที่ทำงาน
  6. ลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย จนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์
  7. ไม่สามารถทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกได้เงียบ ๆ ตามลำพัง
  8. พูดโต้ตอบสวนขึ้นมาในขณะที่อีกฝ่ายยังพูดหรือถามไม่จบ ไม่รอให้ผู้อื่นพูดจบแล้วค่อยพูด
  9. พูดแทรกหรือรบกวนในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูดหรือทำกิจกรรมใด ๆ อยู่

วิธีการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กที่สมาธิสั้นด้วยครอบครัว

การรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กสามารถเริ่มต้นได้ที่บ้าน พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเข้าใจว่าเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นต้องการความเป็นระบบระเบียบ ความสม่ำเสมอ การสื่อสารที่ชัดเจน รางวัลและการลงโทษต่อการกระทำของเขา พ่อแม่ควรให้ความรัก กำลังใจ และความช่วยเหลือกับลูกมากๆ โดยวิธีการเลี้ยงลูกที่เป็นโรคสมาธิสั้นสามารถสรุปได้ดังนี้

  • สร้างทัศนคติที่ดีพ่อแม่ควรมีทัศนคติที่ดีและใจเย็นกับพฤติกรรมของลูก สามารถมองข้ามความผิดเล็กๆ น้อยๆ และเชื่อมั่นว่าลูกสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้ ทั้งนี้พ่อแม่ต้องรู้จักผ่อนคลายและดูแลตนเองด้วย
  • จัดระเบียบกิจกรรมให้เป็นระบบเด็กโรคสมาธิสั้นจะสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้หากมีการจัดตารางกิจกรรมและสถานที่ที่ชัดเจน พ่อแม่ควรจัดทุกอย่างให้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการวางสิ่งของ การจัดตารางเวลา เป็นต้น ทั้งนี้ควรจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก
  • ตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจนพ่อแม่ควรตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจนให้เด็กเข้าใจและปฏิบัติตาม โดยมีการให้รางวัลเมื่อทำดี และลงโทษเมื่อทำผิด ทั้งนี้พ่อแม่ต้องตระหนักว่าการให้คำชมและรางวัลถือเป็นการให้กำลังใจที่ดีสำหรับเด็ก
  • ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอพ่อแม่ควรให้ลูกออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี อีกทั้งเป็นการฝึกสมาธิและลดความเครียดอีกด้วย การนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้เด็กมีสมาธิและมีสุขภาพที่ดี
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์พ่อแม่ควรเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกรับประทาน โดยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการจะเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี อีกทั้งสามารถลดอาการของโรคสมาธิสั้นได้อีกด้วย
  • เรียนรู้การเข้าสังคมแม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กโรคสมาธิสั้นที่จะเรียนรู้การเข้าสังคม แต่พ่อแม่สามารถฝึกให้ลูกเป็นผู้ฟังที่ดี รู้จักอ่านสีหน้าและท่าทางของผู้อื่น รู้จักโต้ตอบและพูดคุยกับผู้อื่น เพื่อปูทางในการปรับตัวเข้าสังคมในลำดับต่อไป

นอกจากนี้ พ่อแม่ยังควรร่วมมือกับแพทย์ นักบำบัด และครูเพื่อวางแผนการรักษาสำหรับเด็กที่ป่วยเป็นรายบุคคลเพื่อให้การรักษาได้ผลที่น่าพึ่งพอใจสูงสุด ทั้งนี้การรักษาที่ดีควรประกอบด้วยการบำบัดทางพฤติกรรม การดูแลและเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่บ้าน การให้กำลังใจ และการช่วยเหลือที่โรงเรียน ควบคู่กับการรับประทานยา

 

ที่มา : รศ.นพ.วิฐารณ บุญสิทธิ.  โรคสมาธิสั้นในเด็ก. http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/epl/

admin/article_files/1240_1.pdf

วรรณภร สมุทรอัษฎงค์. เด็กสมาธิสั้น (Children with ADHD). http://taamkru.com/th      

https://www.pobpad.com/สมาธิสั้น