แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์” (วงรอบ 1 งบประมาณ 2562) ใหม่

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การเรียนการสอนเชิงสร้างสรรค์” (วงรอบ 1 งบประมาณ 2562) ใหม่

ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ และกระบวนการพัฒนาดังกล่าวก็สามารถถูกออกแบบและจัดการอย่างเป็นระบบได้เช่นกัน พื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง คือ ความรู้ หลักการ และแนวคิด โดยเราสามารถเรียนรู้และพัฒนาการคิดอย่างสร้างสรรค์ของตัวเองได้ผ่านการทดลอง การสำรวจ การตั้งคำถาม การสันนิษฐาน ไปจนถึงการใช้จินตนาการและข้อมูลเชิงสังเคราะห์

อ.เอกกมล ไชยโม

การแก้ไขปัญหาลูกที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว

การแก้ไขปัญหาลูกที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว

 

พฤติกรรมความก้าวร้าว (Aggressive Behavior) หมายถึง ลักษณะพฤติกรรมที่ทำร้ายหรือมุ่งทำร้ายผู้อื่น ซึ่งหมายรวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ความก้าวร้าวทางวาจา การกลั่นแกล้ง การต่อสู้ ทำร้ายร่างกาย ปล้น ข่มขืน และฆาตกรรม เป็นต้น ซึ่งความก้าวร้าวนั้นสามารถปรากฏได้ในหลายรูปแบบ และมักจะมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

พฤติกรรมก้าวร้าวแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • พฤติกรรมก้าวร้าวเยี่ยงศัตรู (hostile aggression) หมายถึง พฤติกรรมก้าวร้าวที่มุ่งหมายให้เกิดความเจ็บปวดแก่บุคคลอื่น
  • พฤติกรรมก้าวร้าวที่เป็นเครื่องมือ (instrumental aggression) หมายถึง พฤติกรรมก้าวร้าวที่เป็นการใช้กำลังหรือการข่มขู่บุคคลอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เช่น สิ่งของ หรืออาณาเขต

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของคำนิยามข้างต้นอยู่ที่เจตนา ว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือจุดมุ่งหมายดังที่กล่าวไว้หรือไม่ ซึ่งทำให้การตัดสินปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กเล็กเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะการตีความเจตนาของเด็กเล็กทำได้ยาก และพฤติกรรมก้าวร้าวต่างๆ ที่เด็กแสดงออกมานั้นอาจไม่ได้มีเจตนามุ่งทำร้ายหรือมุ่งให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แต่อาจมาจากความบกพร่องทางกายภาพหรือสติปัญญาบางประการของเด็ก ด้วยเหตุนี้ การสังเกตและตีความพฤติกรรมของเด็กอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและแก้ไขได้อย่างเหมาะสม

พฤติกรรมก้าวร้าวมีลักษณะอย่างไร?

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้ให้ความสนใจกับพฤติกรรมก้าวร้าวที่เริ่มในเด็กเล็กเพิ่มมากขึ้น มีการศึกษาตั้งแต่ในเด็กวัยเตาะแตะและวัยก่อนเข้าโรงเรียน โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กเล็ก ดังนี้

  • เด็กส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องความก้าวร้าวอย่างเต็มที่จนกระทั่งอายุ 3-4 ขวบ ทว่าเด็กวัยเตาะแตะก็สามารถแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวได้ เช่น การทำร้ายพี่น้อง พ่อแม่ สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของต่างๆ
  • เด็กที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวก่อนอายุ 3 ขวบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
  • เด็กที่เริ่มแสดงความก้าวร้าวทางร่างกายหลังจากอายุ 5 ปีไปแล้ว มีจำนวนน้อยมาก
  • เด็กอายุ 2 ขวบ ซึ่งเป็นวัย terrible two จะมีอัตราการแสดงความก้าวร้าวบ่อยที่สุด แต่พวกเขาจะสามารถหาวิธีการจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่ดีกว่าเมื่ออายุ 4-5 ขวบ

เมื่อเข้าสู่วัยเรียน เด็กที่ก้าวร้าวมักจะทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและครูเป็นกังวล พวกเขาอาจขัดขวางการเรียนการสอน และทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ หรือทำให้เด็กคนอื่นๆ กลัว พวกเขายังอาจชอบโต้เถียงและแสดงความก้าวร้าวทางคำพูด นอกจากนี้ยังมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ตัวเองและอารมณ์เสียได้ง่าย รวมถึงรู้สึกหงุดหงิดรำคาญผู้อื่นได้ง่าย พวกเขามักจะดื้อและมีลักษณะขี้โกรธ ขี้โมโห หากเราไม่ให้การช่วยเหลือเด็กเหล่านี้อย่างเหมาะสม พวกเขาจะมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาพฤติกรรมต่างๆ เช่น โรคดื้อและต่อต้าน หรือปัญหาความเรื่องความประพฤติ เมื่อปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของเด็กคนอื่นๆ หากปัญหารุนแรงถึงขั้นนี้ เด็กบางคนอาจถูกพักการเรียนหรือไล่ออกได้

อย่างไรก็ตาม เด็กอีกส่วนหนึ่งจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวที่ไม่รุนแรงหรือเป็นปัญหามากเท่า แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองและครู เช่น พวกเขาอาจตี หยิก กระทุ้ง กระแทกเพื่อน หรืออาจขว้างปาสิ่งของขนาดเล็ก ทุบตีสิ่งของ หรือทำให้ข้าวของแตกหักเสียหายเมื่อพวกเขาโมโหหรืออารมณ์ไม่ดี ขณะที่เด็กบางคนอาจแสดงการอาละวาด เตะขา และกรีดร้อง นอกจากนี้ เด็กบางคนอาจแสดงความก้าวร้าวทางวาจา เช่น เรียกเด็กคนอื่นๆ ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย พวกเขาอาจข่มขู่หรือล้อเพื่อน หรือใช้วิธีการทางอารมณ์เพื่อกลั่นแกล้งหรือทำให้เด็กคนอื่นเจ็บปวด นอกจากนี้ยังอาจใช้การกีดกันออกจากกลุ่มหรือการนินทาว่าร้ายผู้อื่น

พฤติกรรมก้าวร้าวมีสาเหตุมาจากอะไรมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ดังนี้

  • อารมณ์โกรธ เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ใช่เพียงแต่ความโกรธเท่านั้นที่มีผลต่อเด็ก แต่รวมไปถึง ความอิจฉา ความโลภ ความกลัว และความหมดหวัง
  • สัญชาตญาณ เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว เวลาที่เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย ระบบฮอร์โมนในร่างกายเด็กจะหลั่งสารอะดรีนาลีน (adrenaline) เพื่อป้องกันตัวหรือเอาตัวรอด
  • พันธุกรรม มีหลักฐานแสดงว่าพื้นฐานอารมณ์ และความผิดปกติต่างๆ เช่น โรคสมาธิสั้น โรคอยู่ไม่สุข และภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ซึ่งภาวะเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว
  • ปัจจัยทางกายภาพ เช่น การบาดเจ็บที่สมองส่วนหน้า หรือโรคลมชักบางชนิด
  • การถูกกระตุ้นจากสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล และขาดทักษะในการแก้ปัญหา
  • การมีรูปแบบความผูกพันแบบไม่มั่นคง (insecure attachment) และแบบสับสน (disorganized attachment)
  • พ่อแม่มีรูปแบบการเลี้ยงดูที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น แบบเผด็จการ ควบคุม เอาใจ ทอดทิ้ง รวมถึงความไม่เข้ากันระหว่างพ่อแม่และลูก ทำให้มีผลกระทบต่ออารมณ์ของพ่อแม่ และส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูกได้
  • ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว
  • เด็กขาดต้นแบบที่ดี เช่น สมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ที่ให้คุณค่าและเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่ไม่ก้าวร้าว ขณะเดียวกันก็ได้รับอิทธิพลทางลบจากสิ่งแวดล้อม เช่น สื่อต่างๆ ที่สะท้อนถึงความรุนแรง

การแก้ไขพฤติกรรมก้าวร้าวมีความสำคัญอย่างไร?

ข้อมูลจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ไม่แสดงความก้าวร้าวในช่วงวัยเตาะแตะมักจะไม่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อโตขึ้นและเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ในขณะที่เด็กที่แสดงความก้าวร้าวแต่เล็กมักจะแสดงพฤติกรรมต่อต้านสังคมที่ต่อเนื่องและรุนแรงเมื่อโตขึ้น นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่าประมาณ 67% ของเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมเมื่ออายุ 2 ขวบ จะยังคงมีปัญหาดังกล่าวเมื่ออายุ 5-6 ขวบ และ 1 ใน 3 ของเด็กอายุ 5 ขวบที่มีปัญหาเรื่องความก้าวร้าวยังคงมีปัญหาเดิมอยู่เมื่ออายุ 14 ปี และมีงานวิจัยอื่นๆ อีกที่สนับสนุนว่าปัญหาความก้าวร้าวในเด็กเล็กนั้น ราวครึ่งหนึ่งจะยังคงอยู่ต่อไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ที่น่าสนใจคือปัญหาความก้าวร้าวส่วนใหญ่ที่พบในวัยรุ่นและผู้ใหญ่มักกระทำโดยบุคคลที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจะต้องใส่ใจแก้ปัญหาหากพบว่าลูกหรือเด็กนักเรียนมีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว หรือมีแนวโน้มหรือความเสี่ยงที่จะมีปัญหาความก้าวร้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น สื่อโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต มีอิทธิพลอย่างสูงต่อพฤติกรรมของเด็ก และทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในทางที่ไม่เหมาะสมได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรุนแรงและผลเสียหายต่อตัวเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และสังคมได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ไม่ว่ารูปแบบและระดับความก้าวร้าวของเด็กจะเป็นแบบใดก็ตาม เป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองครูจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่เนิ่นๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว เด็กเหล่านี้จะต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมพฤติกรรมของตนเองและจัดการกับความโกรธและปัญหาต่างๆ โดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งผู้ใหญ่สามารถช่วยได้โดยการสอนให้รู้จักวิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลาย แทนการใช้ความรุนแรง และคอยเอาใจใส่ดูแลและควบคุมเด็กๆ อย่างเหมาะสม รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องดังกล่าว

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกก้าวร้าวได้อย่างไร?

การช่วยเหลือเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจะสนใจกับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี นอกจากนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครองควรที่จะสนใจอย่างต่อเนื่องด้วยความอดทน โดยใช้วิธีต่างๆ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการทำโทษ หากพ่อแม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ลูกก็จะซึมซับสิ่งเหล่านั้นด้วย
  • เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการควบคุมอารมณ์และการจัดการความโกรธ
  • สอนให้ลูกแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่ดีและไม่ดีอย่างเหมาะสม
  • สนับสนุนให้ลูกพูดคุยถึงปัญหาที่มี และสอนทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ
  • ให้รางวัลเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและไม่ก้าวร้าว โดยการแสดงความชื่นชมและภาคภูมิใจ
  • กำหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน ว่าพฤติกรรมใดพึงประสงค์ พฤติกรรมใดไม่พึงประสงค์ และติดตามพัฒนาการ โดยใช้การเสริมแรงทางบวกร่วมด้วย เช่น ให้รางวัลพิเศษ หรือพาไปทำกิจกรรมที่ชอบ
  • เอาใจใส่และให้ความรักความเข้าใจ เลี้ยงดูลูกแบบให้การสนับสนุนและให้ความอบอุ่น หลีกเลี่ยงรูปแบบการเลี้ยงดูแบบเผด็จการ ควบคุม เอาใจ หรือทอดทิ้ง
  • สอนให้ลูกฝึกมองจากมุมมองของผู้อื่นหรือมุมมองที่ต่างออกไป เพราะเด็กที่ก้าวร้าวมักตีความเจตนาหรือพฤติกรรมของผู้อื่นผิดไป และมักตอบสนองอย่างก้าวร้าว
  • ลดความตึงเครียดและความวิตกกังวล ที่อาจทำให้เด็กเครียด ซึ่งทำให้ทักษะในการแก้ปัญหาของเด็กด้อยลง
  • ใช้วิธีแยกเด็กไปอยู่ที่มุมห้องชั่วคราวหรือ time out เมื่อเกิดการระเบิดอารมณ์หรือแสดงความรุนแรง เพื่อให้ทั้งเด็กและพ่อแม่ได้สงบสติก่อนพูดคุยกันด้วยเหตุผล
  • บอกเตือนล่วงหน้าก่อนหมดเวลาเล่นของเล่นหรือทำกิจกรรมบางอย่าง เพราะการสั่งให้หยุดในทันทีมักจะทำให้เด็กฉุนเฉียว
  • สังเกตว่าสิ่งที่เด็กเล่นหรือทำอยู่ เป็นสิ่งที่เด็กสนใจหรือไม่ ของเล่นหรือกิจกรรมที่น่าเบื่อหรือยุ่งยากเกินไปอาจทำให้เด็กหมดความอดทนและอารมณ์เสีย พ่อแม่ควรเปลี่ยนให้ลองสิ่งใหม่ๆ แทน
  • ควบคุมการรับชมรายการโทรทัศน์และการเล่นเกมส์ให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงเนื้อหาที่มีความรุนแรง และคอยให้คำแนะนำ

บรรณานุกรม

  1. What are Some of the Causes of Aggression in Children? – http://www.childmind.org/en/posts/articles/2010-12-27-what-are-some-causes-aggression-children [2013, July 18]
  2. The development of aggressive behavior in children and young people – http://www.community.nsw.gov.au/docswr/_assets/main/documents/aggression_discussionpaper.pdf [2013, July 18]
  3. Controlling Aggressive Behavior – Top 10 Tips – http://www.parenting.co.uk/help/Aggressive-Behaviour.cfm [2013, July 18]
  4. Aggressive Behavior Children – http://www.solutionsforchildproblems.com/aggressive-behavior-children.html [2013, July 18]
  5. Positive Strategies For Managing Aggressive Behavior In Children –http://www.prweb.com/releases/Kidpower/Managing-Child-Aggression/prweb9828960.htm [2013, July 18]
  6. The Development of Aggression in Early Childhood – http://www.pitt.edu/ppcl/Publications/Fitzgerald%20edits%20Chapter%20Shaw%20Jan%202005.pdf [2013, July 18]

ครอบครัวกับการเลี้ยงดูเด็ก

ครอบครัวกับการเลี้ยงดูเด็ก

สุริยา ฟองเกิด

              ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตัวเด็กอย่างมากคือครอบครัว ดังนั้นหากต้องการให้เด็กมีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร ต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวก่อนเสมอ ครอบครัวจะหล่อหลอมเด็กให้มีพื้นฐานความคิด จิตใจและนิสัยที่ดี สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

จุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นฐานนิสัยที่อ่อนโยนมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นในตัวเด็ก คือครอบครัวต้องให้ความรักความเมตตากับเด็กก่อน ให้ความเห็นอกเห็นใจต่อตัวเด็กจากพ่อแม่ของเด็กเอง เพื่อให้เด็กซึมซับกับการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมถึงการกลัวว่าผู้อื่นจะได้รับความทรมาน หากเด็กได้รับจากพ่อแม่ก็จะรู้จักมอบสิ่งนั้นให้กับผู้อื่นด้วย ตรงกันข้ามหากเด็กไม่เคยได้รับการเห็นอกเห็นใจ ไม่เคยได้รับความเมตตา ก็จะไม่รู้จักการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นไปด้วย ทำให้เด็กมีจิตใจแข็งกระด้าง ไม่รู้สึกสงสาร ไม่กลัวว่าผู้อื่นจะทรมาน และฝังอยู่ในพื้นฐานจิตใจเด็กส่งผลไปถึงตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ที่อาจทำร้ายผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกผิด

อีกหนึ่งส่วนที่สำคัญต่อตัวเด็กก็คือเรื่องของค่านิยมที่ตัวเด็กจะได้รับ เริ่มต้นจะได้รับจากครอบครัวก่อนและต่อมาจะได้รับจากสังคมโรงเรียน หากค่านิยมในครอบครัวมีเรื่องต้องห้ามที่จะไม่ทำโดยเด็ดขาด จัดเป็นเรื่องที่ผิดและร้ายแรง เด็กจะจดจำในส่วนนั้นและหลีกเลี่ยงการกระทำนั้นไปโดยปริยาย ดังนั้นพ่อแม่ควรสร้างค่านิยมที่ดีในครอบครัวขึ้นมา

ต่อมาในเรื่องของการแก้ปัญหาของคนในครอบครัวที่ส่งผลให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ซึมซับ และเลียนแบบในที่สุด หากพ่อแม่แก้ไขปัญหาด้วยวิธีไหน เด็กจะจดจำวิธีนั้นไว้ เช่น เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันหากแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง เด็กจะซึมซับและมองเป็นเรื่องธรรมดา หากเด็กมีปัญหาก็จะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวกัน นั่นก็คือตัดสินด้วยกำลังที่ไร้ซึ่งเหตุและผล ดังนั้นพ่อแม่ควรมีวิธีการแก้ปัญหาที่ดีและเหมาะสมเพื่อรองรับเมื่อเกิดปัญหาในแต่ละครั้ง

ช่วงวัยที่เด็กจดจำและซึมซับสิ่งต่างๆ ได้ดีที่สุด ในทางทฤษฎีทางจิตเวชเชื่อว่ามโนธรรมหรือคุณธรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กมีอายุ 3 ขวบขึ้นไป หรือในช่วงวัยอนุบาล (3-5 ขวบ) จะจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้มากและเริ่มซึมซับกับเรื่องราวเหล่านั้น เพราะฉะนั้นต้องระวังเรื่องของพฤติกรรมความรุนแรงหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ ให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เด็กซึมซับหรือซึมซับน้อยที่สุด รวมถึงการพยายามแสดงออกถึงพฤติกรรมที่เหมาะสมและอยากให้เด็กเป็น เพื่อให้เด็กซึมซับและเกิดการเลียนแบบ

หากเริ่มสังเกตเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หรือมีรายงานมาจากทางโรงเรียนว่าเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวกับเพื่อนหรือกับครูบาอาจารย์ พ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่ให้มากๆ และรีบแก้ไขในส่วนนั้นโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เด็กติดนิสัยนี้ไปใช้ในอนาคต

สำหรับบางครอบครัวที่ไม่มีเวลาและต้องปล่อยเด็กให้อยู่กับพี่เลี้ยง อาจมีความกังวลในเรื่องของการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพี่เลี้ยง ในความเป็นจริงแล้วกรณีนี้สามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณี คือกรณีที่พ่อแม่กลับบ้านทุกวันและกรณีที่พ่อแม่กลับบ้านนานๆ ครั้ง อาจเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

หากเป็นกรณีแรกที่พ่อแม่กลับบ้านทุกวัน เด็กมีการอยู่กับพี่เลี้ยงในช่วงวันเท่านั้น เมื่อตกเย็นพ่อแม่ก็จะกลับมาอยู่กับเขา มักไม่ค่อยเกิดปัญหามากนัก เพราะพ่อแม่ยังคงเป็นคนสำคัญกับเขา ส่วนพี่เลี้ยงยังเป็นแค่คนอื่น อิทธิพลที่มีผลต่อตัวเด็กยังคงเป็นพ่อแม่เหมือนเดิม หากเด็กเผลอเลียนแบบพฤติกรรมพี่เลี้ยงมาบ้าง โดนพ่อแม่ตำหนินิดหน่อยพฤติกรรมเหล่านั้นก็จะหายไปเอง แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่สองที่พ่อแม่กลับบ้านนานๆ ครั้ง ปล่อยให้เด็กอยู่กับพี่เลี้ยงในระยะเวลาที่ยาวนาน หรือเด็กอยู่กับพี่เลี้ยงมากกว่าพ่อแม่มากเกินไป อาจส่งผลให้เด็กเห็นพี่เลี้ยงเป็นคนสำคัญได้ และพฤติกรรมของพี่เลี้ยงก็จะมีอิทธิพลต่อตัวเด็กมากเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

Rama Square ช่วงจิตคิดบวก “อิทธิพลครอบครัว” ส่งผลต่อพฤติกรรมตอนโตเด็กจริงหรือไม่! วันที่ 13 มิถุนายน 60 โดย ผศ. น.ท. นพ.มนัท สูงประสิทธิ์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

Wacharasin C, Barnard KE, & Spieker SJ. (2003). Factors affecting toddler cognitive development in low-income families: Implications for practitioners. Infant and Young Children 2003; 6(2): 175-181.

เด็กติดมือถือ : ทำอย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เด็กติดมือถือ : ทำอย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

                                                                                   ดาริณี  สมศรี

ยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นสิ่งที่ทุกคนและเกือบทุกวัย ถึงเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   บริษัท Flurry Analytics ปี 2016  วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในสหรัฐอเมริกาจะใช้เวลาอยู่บนสมาร์ทโฟนเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงขึ้นไป แยกเป็นการใช้งานแอปพลิเคชัน 92% (50% คือการใช้แอปฯ​ โซเชียลมีเดีย) และบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ต 8% ขณะที่ในแต่ละปีสัดส่วนการใช้งานสมาร์ทโฟนต่อวันก็เพิ่มต่อเนื่องกว่า 69% สะท้อนให้เห็นว่าคนเริ่มมีพฤติกรรมเสพติดการใช้งานโทรศัพท์มากขึ้นทุกวัน  ผลสำรวจจาก Deloitte ในปี 2016 ระบุไว้ว่าแต่ละวันผู้ใช้จะจ้องหน้าจอโทรศัพท์ไม่ต่ำกว่า 47 ครั้ง อีก 89% บอกว่าตั้งแต่ตื่นนอนคนส่วนใหญ่จะต้องคอยเช็กมือถือภายใน 1 ชั่วโมง ส่วน 81% บอกว่าภายใน 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน พวกเขาจะต้องเช็กมือถือเสมอ มากกว่าครึ่งของผู้ที่มีอาการของโรคกลัวการขาดมือถือไม่เคยปิดเครื่อง   อาการแบบนี้ เรียกว่าโรคกลัวการขาดมือถือ (Nomophobia) หรือ โนโมโฟเบีย เป็นชื่อที่มีการเสนอของโรคกลัวชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยกลัวการไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือการไม่ได้สัมผัสมือถือ  แม้ว่าโรคนี้จะไม่มีอยู่ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 5 (DSM-5) แต่เบียนชิและฟิลลิปส์ได้อธิบายไว้ว่ามีปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีผลต่อการใช้มือถือมากเกินไป  คนที่มีความภูมิใจแห่งตนต่ำอาจใช้มือถือเพื่อสร้างความมั่นใจ และบุคคลที่มีลักษณะเปิดเผยอาจใช้มือถือมากเกินไป เป็นไปได้ที่อาการของโนโมโฟเบียอาจเกิดจากอาการทางจิตที่มีอยู่แล้ว และบุคคลที่มีความเสี่ยงมักเป็นโรคกลัวสังคม หรือโรควิตกกังวลเมื่อเข้าสังคม ความวิตกกังวลสังคมร่วมกับอาการตื่นตระหนก Continue reading

การเป็นข้าราชการที่ดี (ประเมินวงรอบที่ 1 งบประมาณ 2562)

การเป็นข้าราชการที่ดี (ประเมินวงรอบที่ 1 งบประมาณ 2562)

การเป็นข้าราชการที่ดีเริ่มจากการพัฒนาตนเองทั้งด้านคุณธรรมและความเชี่ยวชาญในงานนั้นๆ คุณธรรมข้อหนึ่งซึ่งจะขาดไปไม่ได้คือความเสียสละ ความเสียสละนี้พูดดูเหมือนง่าย แต่บ่อยครั้งที่เราเองก็ละเลยคำๆนี้ แต่หากทุกคนคำนึงถึงความเสียสละ งานที่ว่ายากก็จะตั้งใจทำ งานที่ว่าเหนื่อยก็จะตั้งใจสู้ ทำโดยไม่หวังผลตอบแทนสู่ตน แต่หวังให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

อ.เอกกมล ไชยโม

ปลูกจิต คิดธรรม นำสู่การปฏิบัติที่ดี” (วงรอบ 1 งบประมาณ 2562) ใหม่

“ปลูกจิต คิดธรรม นำสู่การปฏิบัติที่ดี” (วงรอบ 1 งบประมาณ 2562) ใหม่

จิตใจของคนเรามีทั้งคุณธรรม และความเห็นแก่ตัว พฤติกรรมการแสดงออกของเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอบู่กับว่าส่วนใดถูกกระตุ้นให้โดดเด่นหรือมีพลังมากกว่ากัน ตัวกระตุ้นก็คือมุมมอง ทัศนคติ และสิ่งแวดล้อม หากเราต้องการกระตุ้นพลังบวกให้เกิดขึ้นกับบุคคล ครอบครัว องค์กร และชุมชน ก็ควรจะให้ความสำคัญกับโยนิดสมนสิการเป็นข้อแรก เพราะการคิดถูกวิธีหรือคิดบวกสามารถกระตุ้นคุณธรรมขึ้นมาได้ เช่นทำให้เกิดเมตตา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่อิษฉาริษยาเขา ขณะเดียวกันก็ควรมีการจัดสรรสิ่งแวดล้อมให้ดี รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูล เช่น การสื่อสารระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดคุณธรรมขึ้นได้ แต่หากจัดสรรสิ่งแวดล้อมไม่ดี สื่อสารไม่ถูกต้อง ความเห็นแก่ตัวก็อาจเกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรมีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อกันและกันให้เกียรติและยอมรับผู้อื่นอยู่เสมอ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า

ครุ โหติ สคารโว 

ผู้เคารพผู้อื่น ย่อมมีผู้เคารพตนเอง

อ.เอกกมล ไชยโม 

การจมน้ำในเด็ก (Pediatric Drowning)

การจมน้ำในเด็ก (Pediatric Drowning)

อ.รวงดี ชีวะสุทโธ

 

คำจำกัดความของการจมน้ำ คือกระบวนการที่เกิดจากประสบการณ์ของระบบทางเดินหายใจเสียหายเนื่องจากการจมน้ำ หรือแช่อยู่ในของเหลว (“The process of experiencing respiratory impairment from submersion/immersion in liquid medium” ; WHO, 2002) มีการจำแนกผลลัพธ์ของการจมน้ำ เป็น 3 กลุ่มคือ 1) จมน้ำและเสียชีวิต (Drowning with death) 2) จมน้ำและเกิดความพิการ (Drowning with morbidity) 3) จมน้ำ แต่ไม่เกิดความผิดปกติ (Drowning without morbidity)

อุบติการณ์การจมน้ำ พบว่ามีอัตราตายทั่วโลกประมาณ 36,000 รายต่อปี พบมากในกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี (Global report on drowning: preventing a leading killer, WHO 2014) สำหรับในประเทศไทยมีรายงานในปี 2000-2009 พบมีผู้เสียชีวิต 4,162 ราย คิดเป็น 6.3 ต่อประชากร แสน (Asia Pac J Public Health. 2015;27(2):NP2471-9.) ในสหรัฐอเมริกา กลุ่มเสี่ยงเป็นเพศชายในทุกกลุ่มอายุมีโอกาสตายจากการจมน้ำมากกว่าเพศหญิงถึง 4 เท่า ในเพศหญิงพบว่ามักเกิดในช่วงอายุ 1 ขวบ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ เด็กอายุน้อยกว่า 1-5 ขวบ มีการทรงตัวไม่ดี จึงทำให้ล้มในท่าศีรษะทิ่มได้  พบ19% เกิดจากการปล่อยเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบเล่นน้ำในอ่างอาบน้ำ ส่วนเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป เริ่มโตและซน จะเริ่มออกไปเล่นนอกบ้าน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสนับสนุนว่าการมีประสบการณ์ว่ายน้ำสูงไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากการจมน้ำ  และอาจพบการจมน้ำได้ในกลุ่มเป็นโรคลมชักหรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด  พื้นที่เสี่ยงสำหรับเด็กคือ อ่างอาบน้ำ ห้องน้ำ ถังน้ำ บ้านพักที่มีสระว่ายน้ำ

ผลกระทบจากการจำน้ำ  ระดับคาร์บอนไดออกไซด์จะสูง ปอดถูกทำลายจนเกิดการหายใจล้มเหลวซึ่งนำไปสู่อวัยวะต่างๆในร่างกายล้มเหลวตามมาโดยเฉพาะสมองอาจเสียหายจนเกิดความพิการและเสียชีวิตตามมาได้

หลักการช่วยเหลือเด็กจมน้ำ  “ตะโกน—- โยน—– ยื่น”

การป้องกันการจมน้ำในเด็ก มีวิธีการดังนี้

1) ดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยทิ้งให้เด็กเล่นน้ำเองตามลำพัง

2) กำจัดน้ำในถัง กะละมัง  โอ่ง สระน้ำ

3) สร้างรั้วกั้นรอบสระ

4) สอนเรื่องการ CPR

5) สอนหรือฝึกการว่ายน้ำ  ให้ว่ายน้ำโดยอยู่ใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นมีคู่หรือ lifeguard

3) ใช้อุปกรณ์ป้องกันการจมน้ำเวลาเด็กเล่นน้ำ

4) หาข้อมูลความลึกของน้ำก่อนจะให้เล่นน้ำ

5) ตระหนักรู้ปัจจัยเสี่ยงของการจมน้ำเช่นโรคลมชัก

สรุป

การป้องกันการจมน้ำเป็นการป้องการความเสียหายที่จะเกิดต่อระบบประสาท

เมื่อมีการจมน้ำเกิดขึ้น สิ่งแรกที่ควรกระทำคือการช่วยเหลือย่างเหมาะสมและต้องทำ การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน การกดหน้าอกพร้อมกับช่วยการช่วยเรื่องการหายใจให้ผลดีกว่าการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว และผู้ป่วยจมน้ำที่อยู่ในระยะโคม่า การช่วยเหลือ ฟื้นฟูเรื่องสมองเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดตามมา

โรคมือเท้าปาก…อย่าคิดว่าแค่โรคธรรมดา

โรคมือเท้าปาก…อย่าคิดว่าแค่โรคธรรมดา

แม้ว่าในทุกๆ ปีจะมีการระบาดของโรคมือเท้าปาก และเด็กที่ป่วยส่วนใหญ่ก็มีอาการไม่มากและหายเองได้ แต่บางครั้งบางคราวก็พบว่ามีรายที่เป็นหนักและต้องเข้าหอผู้ป่วยหนัก เหตุที่ฟังดูน่ากลัวเพราะมีการเสียชีวิตอย่างค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากเชื้อบางสายพันธุ์จะมีความดุเป็นพิเศษ เช่น เชื้อ Enterovirus 71 (EV71, อีวี 71) แม้แต่เชื้อ Coxsackie A16 ที่อาจดูว่าไม่ดุ ส่วนใหญ่ที่เป็นมักจะหายเอง แต่ก็มีรายงานเด็กเสียชีวิตได้เช่นกันด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามตามมากมายว่า คุณพ่อคุณแม่จะมีทางใดที่จะรู้ว่าลูกรักกำลังป่วยด้วยโรคนี้ และจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ไหม อีกทั้งมีวิธีใดที่จะป้องกันหรือรักษาให้หายโดยไม่เกิดเรื่องร้ายแรงต่างๆ นี้ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม โรคมือเท้าปาก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ อัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไปจนถึงเสียชีวิตได้ โดยอาการแทรกซ้อนไม่สัมพันธ์กับจำนวนแผลในปากหรือตุ่มที่พบตามฝ่ามือฝ่าเท้า ในรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงอาจมีแผลไม่กี่จุดในลำคอหรืออาจมีตุ่มเพียงไม่กี่ตุ่มตามฝ่ามือฝ่าเท้าก็ได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แม้จะดูว่าผื่นและแผลในปากหายไปแล้วก็ตาม โดยสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เช่น

– เด็กมีอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่อยากรับประทานอาหารหรือนม

– บ่นปวดศีรษะมาก ปวดทนไม่ไหว

– มีอาการพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง สลับกับการซึมลง หรือเห็นภาพแปลกๆ

– ปวดต้นคอ คอแข็ง มีการรับรู้สับสน ซึมลง และอาเจียน

– มีอาการสะดุ้งผวา ตัวสั่นๆ แขนหรือมือสั่นบ้าง

– มีอาการไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อยๆ หน้าซีด มีเสมหะมาก โดยอาจมีหรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้

วิธีป้องกันโรคมือเท้าปาก ที่พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องรู้

ช่วงนี้ในโลกสื่อสังคมออนไลน์ของไทย โดยเฉพาะของกลุ่มบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กวัยเตาะแตะที่เพิ่งจะส่งเข้าศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนเตรียมอนุบาล และโรงเรียนอนุบาล คงจะเต็มไปด้วยข่าวของเด็กอายุประมาณ 2-3 ขวบที่กำลังน่ารักและไม่ปรากฏว่ามีโรคประจำตัวอะไรมาก่อน อยู่ๆ ก็มีอาการไข้และเจ็บคอ จากนั้นเพียง 1-2 วันก็ต้องเข้าโรงพยาบาลและอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนต้องเข้าหอผู้ป่วยหนัก (ไอซียู) และเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา
นี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ต้องเฝ้าระวังลูกน้อยเป็นอย่างมาก เพราะด้วยปัจจุบันมีเชื้อไวรัสที่เติบโตขึ้นมากมาย และเชื้อไวรัสบางตัวก็เป็นสาเหตุให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งภูมิต้านทานยังไม่ดีเท่าไรนัก ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยโรคมือเท้าปาก แถมยังเป็นโรคติดต่อที่เด็กเล็กมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย และจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต และบางรายอาจมีอันตรายจากภาวะแทรกซ้อน
โรคมือเท้าปากนี้ เป็นโรคติดต่อ โดยเชื้อไวรัสแพร่ผ่านทางระบบทางเดินอาหารและการหายใจ

  • สามารถติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วย
  • สามารถติดต่อโดยอ้อมจากการสัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • ปัจจุบันในประเทศไทยพบว่าโรคมือเท้าปากมักระบาดในโรงเรียน ชั้นอนุบาลเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งโรคมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ จึงสามารถติดต่อกันได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการ
    เพราะฉะนั้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงคุณครูในโรงเรียนที่มีเด็กเล็ก รวมถึงสถานรับเลี้ยงเด็ก ต้องรู้จักวิธีป้องกัน และดูแลเด็กให้ห่างไกลจากโรคภัยเหล่านี้
    วิธีป้องกันโรคมือเท้าปากที่ควรเป็นพฤติกรรมทางสังคม
  1. ควรดูแลรักษาความสะอาดทั่วไป และสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร และหลังขับถ่ายทุกครั้ง
  2. รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม
    3. ควรใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร และไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ขวดนม ร่วมกับผู้อื่น
              4. หลีกเลี่ยงการคลุกคลี อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายป่วย
              5. หลีกเลี่ยงการนำทารกและเด็กเล็กเข้าไปในสถานที่แออัด หรือที่ ๆ เด็กอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หรือเล่นของเล่นร่วมกันในที่สาธารณะในช่วงที่มีโรคระบาดมาก
              6. ผู้ดูแลเด็กต้องตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และรีบล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว เมื่อเช็ดน้ำมูก น้ำลาย หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระ
              7. ทำความสะอาดพื้น เครื่องใช้ หรือของเล่นเด็ก ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค อย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำยาฟอกขาว  อัตราส่วน คือ น้ำยา 20 ซีซี. ต่อ น้ำ 1,000 ซีซี. และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง
              8. ถ้าพบผู้ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อดำเนินการควบคุมโรคต่อไป
              9. ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานที่ป่วยไปพบแพทย์ ให้การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ แจ้งโรงเรียนและเด็กควรหยุดเรียนจนกว่าจะหาย ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน โรคนี้หายได้เอง แต่ควรเฝ้าระวังอาการซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้น
              ทำอย่างไรถ้าลูกติดเชื้อมือเท้าปาก

– สิ่งแรกที่ต้องทำถ้าพบว่าลูกติดเชื้อโรคมือเท้าปาก คือ ป้องกันไม่ให้เชื้อนี้แพร่ระบาดไปสู่คนหมู่มากโดยแยกเด็กที่ติดเชื้อไว้ต่างหาก ไม่ให้ไปในที่ที่มีคนอยู่รวมกันเยอะๆ เช่น ตามตลาดหรือห้างสรรพสินค้า ไม่ให้ติดต่อหรือสัมผัสทางร่างกายกับเด็กอื่น ให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ ทีละน้อย ป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เด็กจะต้องสัมผัสอยู่อย่างสม่ำเสมอ

– ในเมื่อขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนรักษาโรคนี้โดยเฉพาะ ส่วนอาการปวดและเป็นไข้ รักษาโดยให้ทานยาจำพวกยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอลชนิดน้ำจากคุณหมอประจำครอบครัว หรือคลินิกใกล้บ้าน แผลในปากใช้ขี้ผึ้งป้ายแผลรักษาได้

เกร็ดเล็กน้อยที่ช่วยจำกัดการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปาก     

ชีวิตของลูกน้อยอยู่ในมือคุณๆ ทั้งหลายนะคะ เพราะอย่างที่บอกไปว่า แม้การระบาดของโรคมือปากเท้าที่ผ่านมา เด็กที่ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ แต่ภูมิคุ้มกันของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน ทางที่ดีกันไว้ดีกว่าแก้ และไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กน้อยที่พ่อแม่ต้องสอนลูกไม่ให้โรคมือเท้าปากแพร่ระบาดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ได้แก่

– สอนลูกไม่ให้ใช้มือสกปรกจับหน้าตาตัวเอง

– สอนลูกไม่ให้อยู่ใกล้ชิดหรือสัมผัสทางร่างกายโดยตรงกับผู้ที่ติดเชื้ออยู่แล้ว

– สอนลูกให้หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังจากเล่นมาแล้วหรือหลังจากที่ไปจับต้องสิ่งต่างๆในที่สาธารณะ

คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กอยู่ในบ้าน ไม่ควรมองข้ามความปลอดภัย และควรสอนลูกน้อยให้มีพฤติกรรมที่เสริมสร้างสุขวิทยาที่ดีจนเป็นนิสัยที่เคยชิน และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ควรติดต่อสอบถามจากสถานพยาบาลใกล้บ้านหรือกุมารแพทย์โดยตรง

——————————————————–

เรียบเรียงโดย มนทรา ตั้งจิรวัฒนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การดูแลผู้ป่วยเด็กแบบประคับประคอง

การดูแลผู้ป่วยเด็กแบบประคับประคอง

                                                                                        สุวรรณา วุฒิรณฤทธิ์

 

การดูแลแบบประคับประคอง หมายถึง การดูแลผู้ป่วยให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่สามารถจะกระทำได้ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เพราะเป็นการดูแลผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายจากการเจ็บป่วยได้ ผู้ดูแลต้องมีละเอียดอ่อนมากกว่าการดูแลปกติ โดยเฉพาะความรู้สึกด้านจิตใจของผู้ป่วยที่ต้องทุกข์ ทรมานจากการเจ็บป่วยแล้วยังรับรู้ว่าตนเองไม่สามารถหายจากอาการที่เป็นอยู่ได้ อีกทั้งอาการจะมีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนือง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก ซึ่งที่ไวต่อความรู้สึก อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย มีความอดทนต่ำกว่าผู้ใหญ่ และที่สำคัญบางรายยังขาดความพร้อมด้านการสื่อสาร

ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก ส่วนใหญ่เป็นแล้วมีโอกาสรักษาหายน้อย มีรายงานอุบัติการณ์เด็กเป็นโรคมะเร็งเด็กชายอายุระหว่าง 0-4 ปี, 5-9 ปี, และ 10-14 ปี คือ 21.7, 16.6 และ 10.2 ต่อประชากร 100,000 คน ตามลำดับ ในผู้ป่วยเด็กหญิงอายุระหว่าง 0-4 ปี, 5-9 ปี, และ 10-14 ปี คือ 14.1, 10.5 และ 9.4 ต่อประชากร 100,000 คน ตามลำดับ (Imsamran W, et al, 2015) ซึ่งจะเห็นว่าเด็กที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่ มีอายุต่ำกว่า 4 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เด็กยังจากมีความเข้าใจสื่อสารน้อย การควบคุมอารมณ์ และความรู้สึกอยู่ในระดับต่ำกว่าวัยอื่น  นอกจากนี้ยังเป็นวัยที่ต้องการการพิเศษทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการที่รวดเร็ว ดังนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยเด็กได้รับการดูแลที่สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเด็ก ผู้ดูแลต้องมีเตรียมความพร้อมด้านต่างๆดังนี้

  1. การดูแลความสุขสบายด้านร่างกาย
    • การลดความเจ็บปวด ประเมินความปวดผู้ป่วยเด็กควรเลือกใช้แบบประเมินที่เหมาะสม เช่น

Faces pain rating scale หรืออาจใช้หลายแบบก็ได้ เพื่อวางแผนบริหารจัดการความทุกข์ทรมานให้ ผู้ป่วยเด็กมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต เช่น การพูดให้กำลังใจ การจัดกิจกรรมให้เด็กบรรเทาอาการปวด การให้ยาบรรเทาอาการปวดเหมาะสมกับระดับความเจ็บปวด รวมถึงทำให้ผู้ดูแลเข้าใจพฤติกรรมแสดงออกของผู้ป่วยเด็กมากขึ้น แต่การประเมินความเจ็บปวดในผู้ป่วยเด็กบางครั้งผู้ป่วยเด็กก็ไม่สามารถบอกตำแหน่งที่ชัดเจนให้ทราบได้

  • การลดความรบกวนต่างๆ เช่น แสง เสียง ฝุ่น ต่างๆ สิ่งรบกวนเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยเด็ก รู้สึก

ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ซึ่งจะมีผลถึงอารมณ์ การกระตุ้นให้รับรู้ความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการพักผ่อนที่ลดลง อันเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลีย

  • การป้องกันการติดเชื้อ ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้จะมีภูมิต้านทานต่ำ จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย จึง

ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในบริเวณที่อากาศไหลเวียนดี ไม่พาผู้ป่วยเด็กอยู่บริเวณที่แออัด และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด

  • การตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ปกติเด็กจะมีความต้องการตามความรู้สึกของตนเอง

เป็นส่วนใหญ่ มีการใช้เหตุผลที่น้อยลงตามอายุ และในกรณีที่เด็กมีภาวะเจ็บป่วยจะมีความต้องการการดูแล การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ดูแลต้องมีความอดทนต่อการแสดงออกของผู้ป่วยเด็ก โดยเข้าใจความรู้สึกและยอมรับในการแสดงออก และสามารถตอบสนองเด็กได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับหลักการดูแล เพื่อให้ลดภาวะเครียดในผู้ป่วยเด็กเหล่านี้ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินของโรค

  1. การยอมรับครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ด้วยความรัก ความห่วงใย ความกังวลที่ครอบครัวมีต่อผู้ป่วยเด็ก

ทำให้เกิดความสบสน ไม่เข้าใจรูปแบบการบริการ ซึ่งผู้ดูแลจำเป็นต้องให้ข้อมูล โดนเน้นสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และยอมรับการแสดงออกของครอบครัว

  1. การประคับประคองความสามารถ ผู้ดูแลควรให้เวลา ช่วยเหลือ และส่งเสริมให้ผู้ป่วยเด็กปฏิบัติ

กิจวัตรประจำวันตามที่ผู้ป่วยเด็กต้องการตามที่สามารถกระทำได้ เพื่อเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อที่มีความสุข และความภาคภูมิใจ

  1. การแสดงความเห็นใจ การที่ผู้ดูแลมีความเห็นใจ และพร้อมให้การช่วยเหลือจะทำให้ผู้ป่วยเด็ก

รับรู้ถึงความอบอุ่น ไม่โดดเดียว เช่น คำพูดว่า “ทำดีที่สุดแล้ว” เป็นต้น

  1. การสนับสนุนการยอมรับความจริง ผู้ดูแลต้องประเมินความพร้อมของผู้ป่วยเด็กและครอบครัว

เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นความจริงอย่างเหมาะสม เพราะการที่ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับรู้ถึงความจริงถึงจะเป็นบางส่วนก็ตาม โดยเฉพาะความก้าวหนาของโรคและจากการรักษา  เช่น อ่อนเพลีย การปวดข้อ ปวดตามเนื้อตัว หายใจลำบาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย และอาการเหล่านี้จะมีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถวางแผนการดำเนินชีวิตของตนเองได้ ซึ่งจะนำมาซึ่งความพร้อมในการเผชิญปัญหาต่อไป

  1. การให้การสนับสนุนผู้ดูแล ในเรื่องการอำนวยความสะดวก แหล่งสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ

ด้านต่างๆ ที่จำเป็น

  1. การสนับสนุนด้านความรู้และเสริมสร้างความสามารถในการดูแล แก่ครอบครัว เพื่อเสริมการดูแล

โดยภาพรวมให้มีประสอทธิภาพขึ้น เช่น ความรู้เกี่ยวกับโรค ความรู้เกี่ยวกับการดูแล การรักษา และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเด็กเป็นต้น โดยเป็นการการประเมินความรู้ของครอบครัวก่อน และเสริมสร้างเฉพาะส่วนที่ยังไม่ครอบคลุมเท่านั้น และที่สำคัญควรเน้นเป็นความรู้ที่ควรได้รับเฉพาะราย เพื่อให้ครอบครัวให้การดูแลได้ตรงตามปัญหา และความต้องการเฉพาะราย

  1. การส่งเสริมความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ หรือส่งเสริมกิจกรรมทางเทคโนโลยีที่

เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กรู้สึกสนุกกับการทำกิจกรรมกับเพื่อน มีเครือข่ายของตนเอง และเป็นการส่งเสริมการยอมรับของสังคมเพื่อนวัยเดียวกับมากขึ้น

การดูแลผู้ป่วยเด็กที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้นั้น ผู้ดูแลต้องประคับประคองให้ผู้ป่วยเด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และอยู่ในสังคมที่อบอุ่น มีความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมน้อยที่สุด ชะลอหรือลดความรุนแรงของโรคอันจะเกิดผลทบทบต้องร่างกายเท่าที่สามารถจะกระทำได้ และสร้างความพร้อมให้ผู้ป่วยเด็กมีความพร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไป

เอกสารอ้างอิง

 

เพ็ญศิริ มรกต กิตติกร นิลมานัต และเยาวรัตน์ มัชฌิม. (2558) ผลของโปรแกรมส่งเสริมการปรับตัวของญาติ

ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง. วารสารสภาการพยาบาล 30(2), 33-45.

Imsamran W, Chaiwarawattana A, Wiangnon S, Pongnikorn D (2015). Cancer in Thailand.

(Vol VIII, 2010-2012). National Cancer Institute, Thailand.

การดูแลช่วยเหลือ และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยทารกและเด็กที่ไฟไหม้และน้ำร้อนลวก

บทความการดูแลช่วยเหลือ และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยทารกและเด็กที่ไฟไหม้และน้ำร้อนลวก_วิปรัชญา