การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก

การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก

การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพทางสมองจำเป็นต้องคำนึงถึงกระบวนการทำงานของสมองและการทำงานให้ประสานสัมพันธ์ของสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา  สมองซีกซ้ายควบคุมความมีเหตุผลเป็นการเรียนด้านภาษา จำนวนตัวเลข วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ การคิดวิเคราะห์  ในขณะที่สมองซีกขวาเป็นด้านศิลปะ  จินตนาการ  ดนตรี ระยะ/มิติ หากครูสามารถจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้เด็กได้ใช้ความคิดโดยผสมผสานความสามารถของการใช้สมองทั้งสองซีกเข้าด้วยกันให้สมองทั้งสองซีกเสริมส่งซึ่งกันและกัน  ผู้เรียนจะสามารถสร้างผลงานได้ดีเยี่ยม เป็นผลงานมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสามารถแสดงความมีเหตุผลผสมผสานในผลงานชิ้นเดียวกัน

หลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึงการเรียนรู้ในด้านต่างๆดังนี้

  1. การเคลื่อนไหวของร่างกาย ฝึกการยืน เดิน วิ่ง จับ ขว้าง กระโดด การเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆที่เราต้องการ  หรือพวกนักกีฬาต่างๆ
  2. ภาษาและการสื่อสาร เป็นการใช้ภาษาสื่อสารโดยการปฏิบัติจริง จากการพูด การฟัง การอ่านและการเขียน  เช่น ให้เด็กเล่าสิ่งที่เขาได้พบเห็น ได้ลงมือกระทำ  ฟังเรื่องราวต่างๆที่เด็กต้องการเล่าให้ฟังด้วยความตั้งใจ  เล่านิทานให้ลูกฟังทุกวัน  เล่าจบตั้งคำถามหรือสนทนากับลูกเกี่ยวกับเรื่องราวในนิทาน  อ่านคำจากป้ายประกาศต่างๆที่พบเห็น  ให้เด็กได้วาดภาพสิ่งที่เขาได้พบเห็นหรือเขียนคำต่างๆที่เขาได้พบเห็น
  3. การรู้จักการหาเหตุผล ฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต การเปรียบเทียบ จำแนกแยกแยะสิ่งต่างๆ จัดหมวดหมู่สิ่งของที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน  เรียนรู้ขนาด ปริมาณ  การเพิ่มขึ้นลดลง  การใช้ตัวเลข
  4. มิติสัมพันธ์และจินตนาการจากการมองเห็น ให้เด็กได้สัมผัสวัตถุต่างๆที่เป็นของจริง เรียนรู้สิ่งต่างๆจากประสบการณ์ตรง  เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ระยะ  ขนาดตำแหน่ง  และการมองเห็น  สังเกตรายละเอียดของสิ่งต่างรอบตัว  เข้าใจสิ่งที่มองเห็นได้สัมผัส  สามารถนำสิ่งที่เข้าใจออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
  5. ดนตรีและจังหวะ ให้เด็กได้ฟังดนตรี แยกแยะเสียงต่างๆ  ร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรี  ฝึกให้เด็กรู้จักจังหวะดนตรี
  6. การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ฝึกให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นในด้านการช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เข้าใจผู้อื่น  เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น  ปฏิสัมพันธ์ในสังคมของมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และสติปัญญา
  7. การรู้จักตนเอง รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเอง เข้าใจตนเอง จะทำให้ดูแลกำกับพฤติกรรมตนเองได้อย่างเหมาะสม
  8. การปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

สารอาหารบำรุงสมอง

สารอาหารบำรุงสมอง

 

อาหาร 5 หมู่มีส่วนบำรุงสมองทั้งสิ้น โดยเฉพาะทารกในครรภ์  อาหารจะเข้าไปช่วยสร้างเซลล์สมอง  เมื่อคลอดออกมาแม่ต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เช่นเดิม  เมื่อลูกโตขึ้นปริมาณของน้ำนมของแม่ไม่เพียงพอต่อความต้องการจึงต้องให้อาหารเสริม  ถ้าขาดสารอาหารเซลล์สมองจะเติบโตช้าและมีจำนวนน้อยลง  เส้นใยประสาทมีการสร้างไม่ต่อเนื่อง

ตับและไข่  เด็กปฐมวัยต้องการธาตุเหล็กจากตับหรือไข่ ถ้าเด็กไม่กินตับหรือไข่  และหรือกินในปริมาณที่ไม่เพียงพอจะทำให้ความจำและสมาธิด้อยลง

ปลา  สารจากเนื้อปลาและน้ำมันปลามีส่วยสำคัญต่อการพัฒนาความจำและการเรียนรู้เสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า เดนไดร์  ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงสัมพันธ์เรื่องราวที่เรียนรู้จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง อธิบายได้ว่าทำให้เด็กเข้าเรื่องที่เรียนรู้ได้ง่ายและเร็ว ควรให้เด็กรับประทานเนื้อปลาทุกวันหรือ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะเนื้อปลาทะเลเช่น ปลาทู  ปลากระพง และปลาตาเดียว เป็นต้น

ผักและผลไม้  ผักที่มีสีเขียว  เหลืองหรือแดง  อาหารเหล่านี้ให้วิตามินซี เพื่อนำไปสร้างเซลล์เยื่อบุต่างๆทั่วทั้งร่างกายและวิตามินเอทำให้เซลล์ประสาทตาทำงานได้เต็มที่ ซึ่งส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมในการพัฒนาสมอง

วิตามินและเกลือแร่ ช่วยในการทำงานของเชลล์ในการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน ถ้าขาดจะทำให้เชลล์สมองมีการทำงานลดลงและเชื่องช้าจะกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก

ปลา ไก่ หมู นมและอาหารทะเล อาหารเหล่านี้มีแร่ธาตุต่างๆเช่น เหล็ก ทองแดง แมกนีเซี่ยม  สังกะสี  ฟอสฟอรัสและไอโอดีน  มีผลต่อการทำงานของเซลล์สมอง

ผักตระกูลกะหล่ำ(ทำให้สุก) ข้าวสาลี และน้ำนมแม่ สามารถไปยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระที่อาจจะทำลายเซลล์สมองได้

 

การพัฒนาศักยภาพทางสมองของเด็ก ขึ้นกับ อาหาร  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อมต่างๆ และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การมีโอกาสได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ  ให้เด็กมีโอกาสคิดในหลากหลายแบบเช่น คิดแสวงหาความรู้  คิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์  คิดอย่างมีวิจารณญาณ  คิดกว้าง คิดไกล  คิดเชิงอนาคต  คิดนอกกรอบ  ผู้ปกครองหรือครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ฝึกการคิดอย่างเหมาะสมกับวัย และมีความสุขในขณะที่ฝึก  สมองจึงจะพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ด้วยกิจกรมการเล่น

การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ด้วยกิจกรมการเล่น

      กิจกรรมการเล่น หมายถึงกิจกรรมหรือการกระทำใดๆ ที่ให้ความ สนุกสนานเพลิดเพลินแก่เด็กโดยไม่คำนึงถึงผลที่ซึ่งเกิดขึ้นเป็นวิถีการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่เป็น ธรรมชาติ การเล่นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตเด็กการจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก  เพราะการเล่นเป็นประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา คำว่า “การเล่น” ได้มีผู้ให้ความหมายไว้แตกต่างกัน

การเล่นของเด็กส่งผลต่อเด็กคือ

1.ช่วยให้เด็กระบายพลังงานที่เหลือให้เป็นไปตามธรรมชาติ

  1. ทำให้เด็กเกิดความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการพักผ่อนโดยเด็กไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่ากับการทำงานถึงแม้จะต้องออกแรงมาก ๆ เหมือนกัน
  2. การเล่นเป็นการเลียนแบบบรรพบุรุษ เพราะเด็กเคยเห็นการกระทำของบุคคลที่เด็กใกล้ชิด

4.การเล่นเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด โดยเด็กจะแสดงออกมาโดยการเล่น

  1. การเล่นเด็กจะเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันด้วยโดยผ่านประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรมโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 และมีโอกาสพัฒนาทักษะต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย
  2. การเล่นของเด็ก จะนำไปสู่การรู้จักรับผิดชอบตนเอง การอยู่ร่วมกันในสังคมของการมีชีวิตอย่างผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า

7.การเล่นทำให้เด็กแสดงออกมาโดยชัดเจน ไม่ว่าการแสดงออกนั้นจะเป็นการแสดงออกด้านรางกาย เช่น กิริยาท่าทางต่าง ๆ ตลอดจนความคิดจากการสนทนาพูดจากัน

  1. การเล่นทำให้เด็กสามารถได้รับความเพลิดเพลิน และเกิดความพึงพอใจ สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับเด็ก นอกจากนี้ยังมี สำนักงานการศึกษาท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย  ได้กล่าวว่า การเล่น คือธรรมชาติของเด็กวัยนี้ทุกคน การเล่นมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตทุกด้าน เพราะการเล่นเป็นประสบการณ์ตรง  ทำให้เด็กได้เรียนรู้  รับรู้   ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงความคิดความเข้าใจ และ คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า การเล่นเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต ได้มีโอกาสทดลอง สร้างสรรค์คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นมีอิทธิพลและมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา

ประเภทการเล่นของเด็ก แบ่งออกเป็น การเล่นโดยใช้ศิลปะ และการเล่นโดยใช้ดนตรี

การเล่นโดยใช้ศิลปะ การท างานศิลปะจะช่วยให้เกิดการใช้สมองทั้งซีก ซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุล ช่วยปรับอารมณ์ ให้สงบ มีสมาธิ รวมทั้งช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆด้วย ทั้งนี้เพราะกิจกรรมศิลปะจะช่วยให้เด็กแสดงทักษะ ความสามารถ ความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการของตนเอง แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเส้น รูปร่าง รูปทรง และสีอย่าง เป็นรูปธรรม

กิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมสำหรับเด็ก  วาดเส้น   วาดภาพต่อเติม    ระบายสี    ภาพพิมพ์    ปั้น   ประดิษฐ์ตกแต่ง เช่น ตัด ฉีก ปะ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเล่นโดยใช้ศิลปะเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดอย่างอิสระ ได้ฝึกจินตนาการ มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ทำให้เด็กเป็นคนกล้าคิด   เด็กได้สื่อสาร ถ่ายทอด อารมณ์ ความคิดที่ นอกเหนือจากคำพูด โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถ สื่อสารด้วยคำพูด

การเล่นโดยใช้ดนตรี

เสียงดนตรีมีส่วนช่วยในการสร้างเส้นใยสมอง ขณะที่ฟังดนตรี สมองซีกซ้ายและซีกขวา จะทำงานไปพร้อมๆกัน ยิ่งฟังดนตรีมากกลุ่มใย ประสาทที่เชื่อมข้อมูลของสมองทั้งสองซีกยิ่งสื่อสารถึงกันและทำงาน ร่วมกันมากขึ้น การจัดกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวเป็นการน ากิจกรรมการ เคลื่อนไหวและดนตรีมาใช้เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ และช่วยส่งเสริม พัฒนาการของเด็กในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เด็กเกิดความพร้อมทางสติปัญญา และอารมณ์ที่เหมาะสมตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ทำให้เกิดความสนุก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเพลิดเพลินตรงตามธรรมชาติของเด็กในวัยนี้

กิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

ฟังเสียงเพลงหรือดนตรี   การเคาะจังหวะ   ทายเสียงที่ได้ยิน   ร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรี คิดท่าประกอบเพลง  เคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเล่นโดยใช้ดนตรี

เด็กเกิดความสนุกสนาน   ทำให้พัฒนาการด้านร่างกาย ภาษา สังคมและอารมณ์ดีขึ้น  ทำให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต ช่วยพัฒนาสติปัญญาในด้านความคิด สร้างสรรค์   ช่วยพัฒนาจิตใจให้เด็กเป็นคนละเอียดอ่อน   เป็นการเพิ่มจำนวนคำศัพท์ ให้เด็กรู้จักเสียงและไวต่อการฟังเสียง   ฝึกการแสดงและพัฒนาการในการควบคุมกล้ามเนื้อ

ดังนั้นประโยชน์ของการเล่น คือ การได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การวางแผน การลองผิดลองถูก การแก้ปัญหา การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เกิดการแลกเปลี่ยน ช่างคิด ช่างสังเกต กล้าแสดงออก และอื่นๆ โดยรูปแบบการเล่นที่เหมาะสมกับวัยต้องคำนึงความพร้อมด้านต่างๆ ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา และสังคม

 

5 ขั้นตอนสำหรับการเสริมสร้างการทำงาน และการตอบสนองของสมองในเด็ก

5 ขั้นตอนสำหรับการเสริมสร้างการทำงาน และการตอบสนองของสมองในเด็ก

 

อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชนและจิตเวช

 

การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก และผู้ปกครอง ที่เกิดขึ้นจากความรัก และการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง จะเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญในการทำงานของสมองในเด็ก ให้มีความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กทั้งในปัจจุบัน รวมถึงอนาคต เราเรียกว่า “การทำงาน และการตอบสนองของสมอง” การทำงานของสมองทั้ง 2 ลักษณะจะเกิดขึ้นผ่านการเล่นของเด็ก ดังนั้นผู้ปกครองสามารถส่งเสริมการทำงาน และการตอบสนองของสมองในเด็กด้วยการเล่น ที่ประกอบด้วย  5 ขั้นตอนต่อไปนี้

  1. สังเกตสิ่งที่เด็กสนใจ และแบ่งปันความสนใจของเด็ก

ผู้ปกครองควรสังเกตความสนใจของเด็ก ว่าเด็กกำลังมองหาหรือชี้ไปที่อะไร การสร้างเสียงหรือใบหน้าการแสดงออก การเคลื่อนไหวแขนและขา การแสดงออกของเด็กคือการแสดงถึงการทำงานของสมอง สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญ คือการให้ความสำคัญกับสิ่งที่เด็ก ๆ สนใจ ผู้ปกครองไม่สามารถสังเกตความสนใจของเด็กได้ทั้งวัน ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรมองหาโอกาสเล็กๆ ในขณะที่ได้ร่วมกับเด็ก เช่น การอาบน้ำ การแต่งตัว หรือการรอ เพื่อสังเกตการณ์การทำงานของสมองในเด็ก จากเรียนรู้จากสิ่งรอบตัว การแสดงสามารถของเด็ก, การแสดงออกถึงความสนใจและความต้องการ โดยผู้ปกครองจะต้องสนับสนุนให้เด็กได้สำรวจ และการสื่อสารพูดคุยในสิ่งที่เด็กสนใจ ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก

  1. การแสดงการยอมรับในสิ่งที่เด็กสนใจโดยสนับสนุนและให้กำลังใจ

ผู้ปกครองควรแสดงถึงการยอมรับในสิ่งที่เด็กสนใจ ด้วยการกอด และพูดคุยโต้ตอบกับเด็กด้วยคำพูดที่อ่อนโยน, ช่วยเหลือเด็ก, เล่นกับเด็ก หรือแสดงการยอมรับเด็กด้วยการโต้ตอบเด็กด้วยเสียงหรือการแสดงออกทางสีหน้า เช่น บอกเด็กว่า “ค่ะแม่เห็นแล้ว” หรือ ยิ้มและพยักหน้าให้ เมื่อเด็กทราบว่าผู้ปกครองเห็นหรือได้ยินในสิ่งเดียวกับเค้า จะเป็นสิ่งสนับสนุน และเป็นกำลังใจ แสดงการให้เค้ารู้ว่าเราเห็น หรือ ได้ยินเหมือนกันกับเด็ก จะช่วยลดความเครียดในเด็ก และส่งเสริมให้เด็กสนุกและพึงพอใจในการใช้สมองทำงาน

  1. การเชื่อมโยงด้วยภาษา

ผู้ปกครองสามารถโต้ตอบสิ่งที่เด็กสนใจด้วยการใช้ภาษา หรือบอกชื่อในสิ่งที่เด็กมองเห็น หรือสิ่งที่เด็กได้ทำ การสนับสนุนให้เด็กได้ใช้ภาษา เป็นสิ่งสำคัญการเชื่อมต่อการทำงานของสมองในเด็ก สามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะสามารถพูดหรือเข้าใจคำพูด ผู้ปกครองสามารถตั้งชื่ออะไรก็ได้ สิ่งที่การกระทำ ความรู้สึก หรือภาพรวม เช่น ถ้าเด็กชี้ไปที่เท้าตัวเอง ผู้ปกครองสามารถชี้กลับไปที่เท้าเด็ก และพูดว่า “ใช่เท้าของหนูไหมคะ” “เท้าของหนูเป็นอะไรคะ” เมื่อผู้ปกครองทำเช่นนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจโลกรอบตัว ช่วยให้เด็กรู้รับรู้ในสิ่งที่ตนเองคาดหวัง และช่วยให้เด็กรับรู้ว่าผู้ปกครองห่วงใย

 

 

  1. การตอบกลับ และรอคอยการตอบกลับ

ทุกครั้งที่เด็กมีการแสดงออกถึงความสนใจในสิ่งรอบตัวผู้ปกครองควรแสดงความสนใจ และตอบสนองเด็กในทันที   แต่ในบางสถานการณ์การรอคอยการตอบกลับเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ปกครองสามารถพิจารณาการตอบกลับในทันที หรือเลือกให้เด็กรอคอยการตอบกลับ ได้จากสิ่งที่เด็กสนใจ หากเด็กกำลังเรียนรู้หลายสิ่งในเวลาเดียวกัน การรอคอยการตอบกลับจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ในการควบคุมตนเอง และการรับมือกับผู้อื่น ซึ่งเป็นการช่วยให้เด็กได้พัฒนาความคิดของตนเอง สร้างความเชื่อมั่น และความเป็นอิสระ การตอบกลับ และการรอคอยการตอบกลับยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ปกครองได้เข้าใจความต้องการของเด็กอีกด้วย

  1. การสิ้นสุด และการเริ่มต้นกิจกรรมการเรียนรู้

การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กนั้น ผู้ปกครองจะต้องสังเกตพฤติกรรมที่แสดงถึงการเรียนรู้นั้นได้สิ้นสุดลง หรือพฤติกรรมที่แสดงถึงความพร้อมที่จะก้าวไปเรียนรู้สิ่งใหม่ เด็กอาจจะวางของเล่นที่เคยเล่น และหันไปมองสิ่งอื่น หรือออกจากสิ่งที่เล่น ผู้ปกครองควรที่จะพูดคุยกับเด็กเมื่อสังเกตพบว่า “เล่นเสร็จแล้วหรือคะ” เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจว่ากิจกรรมนั้นได้ยุติลงแล้ว และเด็กกำลังต้องการที่จะเริ่มต้นกิจกรรมใหม่ การบอกในสิ่งที่ผู้ปกครองสังเกตพบจะช่วยให้เด็กได้ตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเอง และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่

สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ปกครอง และเด็ก เป็นการส่งเสริมการทำงาน และตอบสนองของสมองในเด็ก เกิดความรู้สึกสนุกและคุ้นเคย กับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้เองจะเป็นการสร้างรากฐานสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเด็ก เด็กจะได้รับการเรียนรู้ และแสดงออกทางพฤติกรรมการเผชิญกับความท้าทายในชีวิต พร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่รอบตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและเติบโตของสมองต่อไป

 

 

Filming Interactions to Nurture Development. 5 Steps for Brain-Building Serve and Return. 2017 Available at: http://developingchild.harvard.edu/science/key-concepts/serve-and-return. Accessed 7, 2017

4 เทคนิคสอนธรรมะให้เด็กเล็ก

4 เทคนิคสอนธรรมะให้เด็กเล็ก

“ธรรมะ” อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเด็กๆ แค่พูดถึงการเข้าวัด ทำบุญ สวดมนต์ ก็ฟังดูน่าเบื่อแล้ว เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้อยากเข้าวัดเพราะอยากสงบจิตใจหรืออยากได้ความรู้เหมือนผู้ใหญ่ การจะปลูกฝังให้เด็กใกล้ชิดกับธรรมะ พ่อแม่ควรหาเทคนิคดีๆ มาใช้กันค่ะ

  1. สอนด้วยการกระทำของพ่อแม่ เช่น พาลูกสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน พาตักบาตรเมื่อมีโอกาส ชวนฟังซีดีธรรมะ เพลงธรรมะระหว่างนั่งรถ เมื่อเด็กได้ยินได้ฟังทุกวันจะซึมซับไปเอง และไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด
  2. ใช้หนังสือเป็นตัวช่วย โดยสร้างบรรยากาศที่บ้านให้มีหนังสือธรรมะ การ์ตูนธรรมะเพราะเด็กๆ ชอบการ์ตูน ไม่ต้องสนใจเรื่องหลักการหรือศัพท์เฉพาะที่ยากเกินไป พ่อแม่เล่านิทานชาดกด้วยภาษาง่ายๆ ก่อนนอน เช่น ทศชาติชาดก
  3. สอนศีลห้า ผ่านกิจวัตรประจำวัน เช่น สอนลูกไม่ให้รังแกสัตว์  ไม่หยิบฉวยของคนอื่น  ไม่พูดโกหก  รู้จักยับยั้งชั่งใจ มีสติ รู้จักแบ่งปัน มีเมตตาต่อผู้อื่น โดยยกตัวอย่างสถานการณ์จริง หรือข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้เด็กเชื่อมโยงหลักธรรมได้ โดยมีพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดี
  4. ไม่บังคับให้ลูกสนใจธรรมะการสอนธรรมะให้เด็กเล็กไม่ได้หมายถึงการให้นั่งสมาธิ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจ เดี๋ยวจะกลายเป็นการบังคับและเด็กเกิดการต่อต้าน

ธรรมะคือสิ่งที่ปลูกฝังได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก พ่อแม่ที่คิดดี ย่อมถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้ลูก เมื่อลูกทำตัวดี พ่อแม่ควรชื่นชมเพื่อให้เขาเกิดความภูมิใจ เมื่อเด็กๆ มีธรรมะเป็นเกราะป้องกัน เขาจะรู้จักการวางตัวที่เหมาะสม ไม่ฟุ้งเฟ้อ และรับมือกับสิ่งยั่วยุได้ในอนาคต

http://www.dhammajak.net/book/baby/baby01.php

โภชนาการสำหรับวัยทารก

โภชนาการสำหรับวัยทารก           

            โภชนาการเป็นสิ่งสำคัญในเด็ก หากมีสิ่งใดมาทำให้การเจริญเติบโตต้องชะงักไป จะเป็นผลเสียต่อเด็กเป็นอย่างยิ่ง อาจทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพด้อยไปได้ เด็กจึงควรได้รับพลังงานและสารอาหารอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การให้อาหารเด็กอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่ครบทั้ง 5 หมู่ จะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก มีระดับสติปัญญาไม่ดีเท่าที่ควร และเจ็บป่วยบ่อย เด็กควรได้กินอาหารหลักครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละชนิดควรกินให้หลากหลายชนิด วันละ 3 มื้อ และดื่มนมเป็นอาหารเสริม

ทารก หมายถึงเด็กที่อยู่ในวัยตั้งแต่เกิดจนถึงอายุหนึ่งขวบ อาหารสำหรับทารกเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตในระยะนี้และระยะต่อไปในปีขวบแรกการที่ทารกจะมีภาวะโภชนาการที่สมบูรณ์ได้นั้นย่อมขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูเป็นสำคัญโดยเฉพาะการดูแลด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัยซึ่งหมายถึงทารกจะต้องได้อาหารที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตรวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตลอดจนเฝ้าระวังสุขภาพอนามัยอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอเพราะวัยทารก เป็นระยะแรกของชีวิตที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าทุกกลุ่มอายุทั้งทางด้านร่างกายและสมอง

ความต้องการสารอาหารในทารก

ทารกจะเจริญเติบโตเป็นปกติดีก็ต่อเมื่อได้อาหารเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ โดย ทั่วๆไปแล้วความต้องการสารอาหารของทารกต่อหน่วยน้ำหนักกิโลกรัม จะมากกว่าในวัยอื่นๆ เพราะระยะนี้ร่างกายมีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก

พลังงาน ร่างกายต้องการพลังงานเมื่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก เพื่อการประกอบกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน และเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ร่างกายได้พลังงานจากการบริโภคอาหาร สารอาหารที่ให้พลังงานได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ซึ่งเด็กในช่วงอายุ 9-12 เดือน จะต้องการพลังงาน 100 กิโลแคลอรี่/กก. หรือ 800 กิโลแคลอรี่

เด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ควรได้รับน้ำนมแม่เพียงอย่างเดียว ซึ่งธรรมชาติได้ปรุงแต่งให้สะอาด เหมาะสม มีคุณค่าและเพียงพอสำหรับเด็กทุกคน เพราะนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนทั้งโปรตีน วิตามิน ไขมัน แร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ทารกได้อย่างดีและยังช่วยระบาย “ขี้เทา” ซึ่งค้างอยู่ในลำไส้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง มีฮอร์โมนและ สารกระตุ้นการเติบโตของสมองและอวัยวะอื่นๆ ทำให้ร่างกายและสมองของลูกพัฒนาอย่างสมบูรณ์ขึ้นและ มีผลต่อการพัฒนาระดับสติปัญญา การให้อาหารอื่นนอกจากนมแม่ก่อนลูกอายุได้ 6 เดือนนั้น จะมีผลเสีย ต่อทารกมากมาย เช่นทำให้ทารกท้องอืด เนื่องจากกระเพาะยังไม่พร้อมที่จะรับอาหารอื่น ที่สำคัญทำให้ทารกอิ่มจนกินนมแม่ได้น้อยกว่าปกติ เป็นผลทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารน้อยกว่าที่ควร จึงควรเริ่มอาหารเสริมสำหรับทารกเมื่ออายุได้ 6 เดือน ประกอบกับหลัง 6 เดือน น้ำนมแม่ยังมีคุณภาพดี แต่ปริมาณไม่พอต่อการเติบโตของลูก จึงจำเป็นต้องให้อาหารทารกอย่างเพียงพอ ควบคู่กับการกินนมแม่เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

 

การให้นมและอาหารเสริมในเด็กทารก

การให้นมทารก

ในช่วงแรกน้ำนมแม่อาจจะออกมาไม่เพียงพอสำหรับลูกน้อย ถ้าจะให้นมผสมสำหรับทารก เสริมควรป้อนด้วยถ้วยเล็กให้ลูกดื่ม ไม่ควรให้ดูดจุกนม เพราะเด็กจะไม่ยอมดูดนมแม่อีก การเลี้ยงดูในช่วงแรกนี้ง่ายเพราะ ลูกจะกินอิ่มแล้วนอนหลับไปเป็นส่วนใหญ่

อายุ แรกเกิด- 6 เดือน

หลักการให้นม

– ควรเลี้ยงทารกแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือน ด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว เพราะนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุด มีสารอาหารครบถ้วนทางโภชนาการ รวมทั้งให้จุลินทรีย์สุขภาพซึ่งช่วยให้ภูมิต้านทานโรคติดเชื้อ และป้องกันการดูดซึมสารแปลกปลอมต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่มีอยู่ในนมชนิดอื่น ลดความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ และเพิ่มความผูกพันใกล้ชิดระหว่างแม่กับลูก รวมทั้งช่วยสะอาดและประหยัด แม่ทุกคนจึงควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

– การเริ่มให้นมลูกนั้นจะ ประสบความสำเร็จด้วยดีโดย ให้ลูกดูดนมแม่บ่อย ๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง 3-4 สัปดาห์ต่อมาให้นมทุก 3-4 ชั่วโมง แต่ละครั้งประมาณ 5-15 นาที เราจะรู้ได้ว่ามีน้ำนมแม่ให้ลูกเพียงพอ โดยสังเกตเห็นว่าขณะที่ลูกดูดนมข้างหนึ่ง จะมีน้ำนมพุ่งออกจากหัวนมอีกข้างหนึ่ง เมื่อลูกกินอิ่มจะหลับสบาย กินนมแม่จะถ่ายบ่อย อุจจาระสีเหลืองทอง ลักษณะเหลวเป็นฟองมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว เติบโตดี

– แม่ที่ทำงานนอกบ้านควรให้นมแม่อย่างเต็มที่ในระยะพักหลังคลอด เมื่อกลับไปทำงานก็จะให้นมแม่ได้ ในเวลาเช้ากับกลางคืน และบีบนมใส่ขวดสะอาดไว้ให้ลูก สำหรับช่วงกลางวัน หากจำเป็นต้องใช้นมผงดัดแปลง สำหรับทารกจะต้องผสมให้ถูกส่วน และดูแลทำความสะอาดด้วยการนึ่งหรือต้มขวดนม และจุกในน้ำเดือดนาน 10 นาที

– เมื่อทารกอายุครบ 6 เดือนแล้วจึงเริ่มให้อาหารอื่นนอกจากนม

อายุ 6-9 เดือน

การให้นม

ทารกที่กินนมแม่ ควรจะให้นมแม่ต่อไป

ทารกที่กินนมผสมอาจ จะใช้นมดัดแปลงสำหรับทารก ( Infant formula ) ต่อไปก็ได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นนมสูตรต่อเนื่อง ( Follow – on formula ) ซึ่งเป็นนมวัวดัดแปลงสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน – 3 ปีก็ได้ ควรผสมให้ถูกต้องตามคำแนะนำข้างกระป๋องหรือคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล ให้นมมื้อละ 6-8 ออนซ์ ให้นมวันละ 4-5 มื้อ เมื่อรวมทั้งวัน 24 ชม. แล้วทารกไม่ควรได้รับนมวัวดัดแปลงเกิน 32 ออนซ์ ในระยะนี้ทารกส่วนใหญ่จะหลับตลอดคืน อาจงดดื่มนมมื้อดึกได้

อายุ 9-12 เดือน

การให้นม

นมแม่ในระยะนี้จะมีปริมาณลดลงแต่คุณภาพยังดีอยู่ จึงควรจะให้ทารกกินนมแม่ตอ่ไป

สำหรับทารกที่กินนมผสมนั้นใช้นมวัวดัดแปลงสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน – 3 ปี ( Follow-on formula) ในปริมาณไม่เกินวันละ 32 ออนซ์ และในระยะนี้ทารกควรจะหลับตลอดคืนโดยไม่ตื่นขึ้นมากินนมมื้อเด็กเพื่อให้เด็กกินอาหารได้ตามวัย ควรลดมื้อนมลงเพื่อทดแทนด้วยอาหาร รวมทั้งนมและอาหารควรเป็นประมาณ 6 มื้อใน 24 ชั่วโมง เช่น ถ้าให้อาหาร 2 มื้อ ควรให้นมอีก 4 มื้อ

อาหารเสริมตามวัย

การให้อาหารเสริมตามวัยเป็นขั้นตอนการเปลี่ยนอาหารสำหรับทารกโดยเริ่มเสริมอาหารแข็งจากเดิมที่เลี้ยงด้วยนมแม่หรือนมผงทารกเพียงอย่างเดียว

การให้เด็กได้รับอาหารตามวัย จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ เพื่อให้ส่งเสริมการเจริญเติบโตตามปกติ ช่วยพัฒนาหน้าที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และกลืนอาหาร ซึ่งมิใช่ของเหลว เสริมสร้างนิสัยและพฤติกรรมการกินที่ดีของเด็กการให้อาหารเสริมตามวัยไม่ใช่แค่เพียงจุอาหารใส่ท้องเด็กเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อวางรากฐานของโภชนาการที่ดีในอนาคตเรียนรู้มารยาทสังคมและหัดพึ่งตนเอง การหยิบอาหารขึ้นมาใส่ปากจะเป็นสิ่งแรกที่ลูกเรียนรู้ในการพึ่งตนเองเรียนรู้การพูดคุย การเคี้ยวและกลืนช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการด้านภาษา

            แรกเกิดถึง 6 เดือน กินนมแม่อย่างเดียว ยังไม่ต้องให้อาหารอื่นแม้แต่น้ำ เพราะว่า น้ำนมแม่อย่างเดียวมากพอที่จะทำให้ลูกเจริญเติบโตเต็มที่ทั้งทางร่างกายและสมอง กระเพาะเด็กอ่อนมีขนาดเล็กอยู่แล้ว การกินน้ำและอาหารอื่นทำให้ลูกกินนมแม่ได้น้อย ลดโอกาสเกิดภูมิแพ้และการติดเชื้อที่ปนเปื้อนมากับน้ำและอาหารอื่น

ทารกอายุ 6 เดือน ควรได้อาหารมื้อหลัก 1 มื้อ ซึ่งเป็นข้าวบดละเอียดกับน้ำแกงจืดสลับไข่แดง เนื้อปลา ตับ ผักบดและกล้วยสุกครูดหรือผลไม้

ทารกอายุ 7 เดือนควรได้อาหารมื้อหลัก 1 มื้อ ซึ่งเป็นข้าวบดละเอียดกับน้ำแกงจืดเพิ่มไข่ทั้งฟอง เนื้อสัตว์ เช่น ไก่ หมู หรือเนื้อปลา บดหรือสับละเอียดต้มสุก ผักหั่น และผลไม้

ทารกอายุ 8-9เดือน ควรได้อาหารมื้อหลัก 2 มื้อ ให้อาหารเหมือน 7 เดือน แต่เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น และอ่อนนุ่ม ข้นขึ้น

ทารกอายุ 10-12 เดือน ควรได้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ ให้อาหารเหมือนเดือนก่อนๆ แต่เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น ให้อาหารหลากหลายชนิดและอาหารเริ่มหยาบ เพิ่มชิ้นเล็กๆ

หลักการให้อาหารเสริมทารก

1.เริ่มให้อาหารเสริมทีละอย่าง และให้ครั้งละ 1 ช้อนชาก่อนและค่อยๆเพิ่มขึ้นเพียงพอกับความต้องการของทารก ในระยะ 6 เดือนแรกควรให้อาหารเสริมวันละ 1 ครั้งก่อนและตามด้วยนมแม่

  1. ก่อนให้อาหารชนิดใหม่ต่อไปควรเว้นระยะพอควรจากอาหารชนิดแรกที่ให้ เพื่อตรวจสอบว่าทารกยอมรับอาหารชนิดใหม่หรือไม่ ถ้าทารกปฏิเสธ ไม่ควรบังคับให้กิน เพราะจะทำให้ทารกเกิดความฝังใจ และไม่ยอมรับประทานอาหารชนิดนั้นอีก ควรหยุดให้ระยะหนึ่ง งดไว้ก่อนประมาณ 1-2 สัปดาห์ และจึงเริ่มต้นให้ใหม่ เมื่อยอมรับสังเกตจากการไม่เอาลิ้นดุนอาหารออกจากปาก

3.การให้อาหารชนิดใหม่แต่ละครั้ง ให้สังเกตว่าทารกมีอาการแพ้อาหารหรือไม่ ถ้าแพ้ให้งดการให้ไว้ก่อน

  1. อาหารเสริมมื้อหลัก ควรเป็นข้าวบดกับไข่แดง ตับ เนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อหมู และผักต่างๆ สลับกันไปในแต่ละวัน
  2. ไม่ควรให้เด็กทารกกินน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือขนมหวาน นมข้นหวาน จะทำให้เด็กชอบหวาน ไม่หิว และเบื่ออาหาร ไม่ยอมกินอาหารที่มีประโยชน์ทำให้ขาดสารอาหารได้

อาหารสำหรับทารกเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตในระยะนี้และระยะต่อไปในขวบปีแรก การที่ทารกจะมีภาวะโภชนาการที่สมบูรณ์ได้นั้นย่อมขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูเป็นสำคัญโดยเฉพาะการดูแลด้านโภชนาการ การให้นมและอาหารเสริมที่ถูกต้องเหมาะสมและสุขภาพอนามัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุป

            โภชนาการในเด็กเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการส่งเสริมภาวะโภชนาการเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการ อาหารที่จัดให้ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมกับวัย ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เพียงพอกับความต้องการและตรงกับลักษณะนิสัยของเด็ก โดยเน้นอาหารหลัก 5หมู่ อาหารเสริม เนื่องจากเด็กแต่ละวัยมีความต้องการพลังงานและสารอาหารในปริมาณค่อนข้างสูงจากการที่ร่างกายของเด็กกำลังเจริญเติบโต หากได้รับไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อาจทำให้เด็กเกิดปัญหาทางโภชนาการขึ้น ซึ่งปัญหาทางโภชนาการที่พบบ่อย ได้แก่ โรคขาดโปรตีนและพลังงาน โรคขาดสารไอโอดีน โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และโรคขาดวิตามินเอ ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยต่อการบริโภค ตลอดจนมีปริมาณพอเพียงและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกายร่วมกับการให้โภชนศึกษาแก่พ่อแม่ และการเฝ้าระวังทางโภชนาการ โดยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ทุก 3 เดือน แล้วนำน้ำหนัก ส่วนสูง ไปเทียบกับกราฟมาตรฐาน ซึ่งเป็นกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทย จะเห็นได้ว่าโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก เด็กจึงควรได้รับการส่งเสริมภาวะโภชนาการอย่างถูกต้อง เพื่อให้มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเหมาะสมกับวัย สามารถเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต

บทบาทของพ่อแม่และผู้ปกครองในการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21

ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอันมีปัจจัยมาจากเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย (network) การพัฒนาคนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องเริ่มต้นจากช่วงปฐมวัยซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่องไปตลอดชีวิต  โดยพัฒนาทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะให้พร้อมในการศึกษา การประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในสังคมโลก เด็กปฐมวัยจึงต้องได้รับการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้สำคัญ 4 ประการ (Four core competencies) ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบไปด้วย สมรรถนะในการสื่อสาร(communication) ความร่วมมือ (collaboration) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical Thinking) และการสร้างสรรค์/นวัตกรรม (creativity and innovation) อันเป็นฐานหลักของการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง ทำให้เด็กมีพื้นฐานที่ดีมั่นคง  สามารถเติบโตและอยู่รอดได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต

ปัญหาในการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21

จากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในศตวรรษที่ 21  กระบวนทัศน์ในการพัฒนาเด็กในมิติของสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแบบเดิมต้องถูกเปลี่ยนแนวคิด รูปแบบวิธีการ ความเชื่อ และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ๆตามยุคสมัย  สำหรับประเทศไทยยังพบปัญหาในการพัฒนาเด็กไทยให้มีทักษะหรือคุณสมบัติที่จะดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ  และเมื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการพัฒนาเด็กและครอบครัวสามารถสรุปได้  3 ประการ คือ

  1. ความเชื่อและค่านิยมที่ผิดของผู้ปกครอง  เป็นสาเหตุหลักสำคัญประการแรกที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะในประเทศไทยผู้ใหญ่มีความเชื่อว่าคนที่มีความรู้มากคือคนเก่งและจะมีอนาคตที่ดี  มีหน้าที่การงานที่ดี  ซึ่งสิ่งที่จะวัดการมีความรู้ทางวิชาการหรือความเก่งได้นั้นก็คือคะแนน  ดังนั้นผู้ปกครองจึงมุ่งเน้นให้เด็กเร่งเรียน  และให้ความสำคัญกับการสอบและการแข่งขันสูงมาก  เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะมีความเก่งมากเพียงพอที่จะเป็นที่ยอมรับของสังคม
  1. การเน้นการเรียนการสอนทางวิชาการในระดับปฐมวัย  จากความเชื่อที่ผิดของผู้ปกครองที่เห็นว่าความรู้ทางวิชาการเป็นเรื่องสำคัญ  ดังนั้นการแข่งขันทางการศึกษาจึงมีมากขึ้น  โดยเด็กเล็กตั้งแต่ชั้นปฐมวัยจะต้องเริ่มเรียนวิชาการเพื่อให้สามารถสอบเข้าชั้นประถมในโรงเรียนชั้นนำได้  ซึ่งหมายความว่าเด็กจะต้องอ่านออก เขียนได้ นับเลขเป็น หรืออาจถึงขั้นบวกลบเลขได้ตั้งแต่ในระดับชั้นปฐมวัย  แต่กลับเป็นการสร้างความเครียดและความกดดันให้เด็กมากขึ้น  ทำให้เด็กหลายๆคนรู้สึกไม่ชอบ  เบื่อการเรียนและไม่มีความสุขกับการเรียน  ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้การศึกษาเป็นเรื่องของการลงทุน  ที่ผู้ปกครองจะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากขึ้นในการศึกษาของลูก  ทั้งกับการเรียนพิเศษ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากอุปกรณ์การเรียนที่ใช้มากขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์ แทบเล็ต หรือสื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อช่วยในการเรียนของเด็ก
  1. การปิดกั้นการพัฒนาสมองของเด็กตามวัยที่เหมาะสม  เมื่อระบบการจัดการศึกษาของโรงเรียนในระดับปฐมวัยเน้นด้านวิชาการ  ทำให้เด็กมีโอกาสในการเล่นและการเรียนรู้ทักษะต่างๆที่ควรฝึกในช่วงปฐมวัยลดลง เช่น การฝึกกล้ามเนื้อ การปลูกฝังมารยาทและจิตสำนึก  การเข้าสังคมกับเพื่อนๆในวัยเดียวกัน  จากการวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเริ่มเรียนวิชาการตั้งแต่ในระดับปฐมวัยในปริมาณที่มากเกินไป  ทำให้เกิดการปิดกั้นการพัฒนาสมองของเด็กในด้านอื่นๆ เช่น  ความคิดสร้างสรรค์และการคิดแก้ปัญหา ในความจริงแล้วเด็กปฐมวัยต้องการการฝึกฝนทักษะการสังเกตและการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่เกิดจากการได้เล่น  ได้เรียนรู้  ทดลองและลงมือทำด้วยตนเอง เป็นการเพิ่มความสามารถของพวกเขาและกระตุ้นสมองให้พัฒนาได้อย่างเต็มความสามารถ  เซลล์สมองสามารถแตกแขนงออกไปได้มากเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาของช่วงต่อไปเมื่อโตขึ้น  แต่เมื่อเด็กไม่ได้รับการฝึกทักษะทางด้านนี้อย่างเต็มที่  ถูกจำกัดให้เรียนแต่ด้านวิชาการ  ทำให้มีการพัฒนาแค่เซลล์สมองส่วนความจำเท่านั้น ในขณะที่เซลล์สมองอื่นๆของเด็กไม่แตกแขนง ไม่ได้พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็นอย่างเหมาะสมตามวัย  และเมื่อเลยวัยนี้ไปแล้วก็เป็นการยากที่จะกลับมาพัฒนาได้อีก

พ่อแม่ ผู้ปกครองช่วยเหลือและพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร

เมื่อเห็นชัดแล้วว่าปัญหาของการพัฒนาเด็กมีสาเหตุเริ่มมาจากผู้ใหญ่  ซึ่งผู้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของเด็กมากที่สุด คือ ผู้ปกครองและครู  เป็นวิสัยทัศน์ของกลุ่มคนสำคัญที่จะส่งเสริมและเตรียมความพร้อมให้เด็กได้ดีที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนช่วยเพิ่มทักษะและการพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับเด็กได้ ดังนี้

  1. ปล่อยให้ลูกเล่น  การเล่นทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 มากขึ้น เช่น การเล่นทรายหรือการวาดภาพ  จะทำให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อ  เรียนรู้เกี่ยวกับการสัมผัส  การแยกเนื้อละเอียดเนื้อหยาบของทราย  การสังเกต และที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์  รวมไปถึงกิจกรรมกลางแจ้งที่อาจต้องอยู่กลางแดดลม ที่พ่อแม่หลายคนมักเกรงว่าลูกอาจบาดเจ็บหรือป่วยได้ เช่น การขี่จักรยาน เป็นกิจกรรมที่จะทำให้เด็กได้ฝึกทักษะทั้งทางการมองเห็น การคิดตัดสินใจ การทรงตัว และยังทำให้เด็กได้พัฒนาสมองทั้งสองซีกไปพร้อมๆกัน สมองและใยประสาทจะทำงานร่วมกัน  เมื่อได้ฝึกคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและลงมือทำ  ดังนั้นพ่อแม่ควรจะเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น เพราะนอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว  เด็กยังจะได้เรียนรู้มากกว่าการนั่งเขียนหนังสือหรือเรียนวิชาการ
  1. สื่อสารกับลูก  พ่อแม่หลายคนคิดว่าเด็กในวัยนี้เป็นเด็กอยู่เสมอจึงพูดให้เด็กฟังอยู่ฝ่ายเดียว แต่จริงๆแล้วเด็กวัยนี้ควรเริ่มฝึกเรื่องการสื่อสาร พ่อแม่เป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลูกพัฒนาในส่วนนี้ได้มาก เริ่มแรกควรหัดให้ลูกเป็นผู้ฟังที่ดี  เพื่อให้ลูกได้ฝึกประสาทการฟัง  การแยกแยะเสียง  สอนให้ลูกมีสติมีสมาธิในการฟัง  โดยการเงียบและตั้งใจฟังสิ่งที่ได้ยิน สอนให้ลูกฟังพ่อแม่พูดให้จบก่อนแล้วลูกถึงจะพูดต่อ  หรือสอนให้ลูกฟังเพลงเพียงอย่างเดียวโดยไม่ทำกิจกรรมอื่นควบคู่ไปด้วย เมื่อลูกสามารถฟังได้แล้วพ่อแม่ควรให้โอกาสลูกได้พูด  สื่อความรู้สึกของตนเองออกมาด้วย  ที่จะบอกให้พ่อแม่ทราบถึงความรู้สึกและความต้องการของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นเด็กยังได้เรียนรู้มารยาทและจริยธรรมเบื้องต้น  คือ เรื่องของการให้เกียรติกันในการรับฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูดและผู้อื่นก็ต้องฟังเราพูด สุดท้ายพ่อแม่ควรตั้งคำถามเพิ่มเติมให้แก่ลูกเพื่อฝึกทักษะทางการคิดวิเคราะห์  เช่น  เมื่อฟังเพลงจบแล้วนอกจากที่จะถามลูกว่าชอบหรือไม่ชอบเพลงนี้อาจถามความคิดเห็นหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับเพลงนั้นเพิ่มเติมด้วย
  1. จัดระบบชีวิตลูก  วัยเด็กไม่ใช่แค่เล่นหรือเรียนเพียงอย่างเดียว  แต่จะต้องเริ่มหัดพวกเขาที่จะใช้ชีวิตอย่างมีระบบระเบียบบ้าง  เพื่อเป็นการเรียนรู้ที่จะจัดการชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน  รวมทั้งเริ่มฝึกเรื่องระเบียบวินัยและการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามกฎ  ซึ่งต่อไปจะทำให้พวกเขาสามารถทำตามกฎหมายและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ เช่น พ่อแม่กำหนดให้ลูกตื่นนอนและเข้านอนเป็นเวลาในวันที่จะต้องไปโรงเรียน
  1. ควบคุมการใช้สื่อและเทคโนโลยีของลูก  ขณะนี้การสื่อสารต่างๆรวมไปถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายทั้งโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ตและอินเตอร์เน็ต  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่ปัจจุบันไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ได้  ดังนั้นพ่อแม่ควรเลือกสิ่งที่จะให้ลูกใช้ เช่น มีการเลือกเกมที่เหมาะสมกับการพัฒนาสมองและทักษะของลูก มีการจำกัดการใช้ไม่ให้มากเกินไปเพื่อไม่ให้มีปัญหากับสายตา  และที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่เองก็จะต้องเป็นตัวอย่างในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย โดยไม่ยึดติดกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีเหล่านี้ตลอดเวลา เช่น ไม่เล่นหรือใช้งานในเวลาทานข้าวหรืออยู่กับครอบครัว เป็นต้น
  1. สอนวัฒนธรรมและจิตสำนึกให้กับลูก  สิ่งสำคัญที่เด็กยุคใหม่ขาดไป คือ เรื่องของวัฒนธรรมมารยาทสังคมและจิตสำนึก แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อให้ติดตัวของพวกเขาไปเมื่อโตขึ้น  ดังนั้นพ่อแม่ไม่ควรเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ เช่น หากลูกทำอะไรผิด ควรมีการตักเตือนและบอกเหตุผลเพื่อให้ลูกเข้าใจและไม่ทำอย่างนั้นอีก  พาลูกไปวัดหรือสถานที่ประวัติศาสตร์เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้วัฒนธรรมของไทยที่ดีงาม เป็นต้น  หรือเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย เช่น การเข้าแถว  การไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น  การขอโทษ  หรือการขอบคุณ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกับคนในสังคมเมื่อพวกเขาโตขึ้น  การเริ่มปลูกจิตสำนึกในขณะที่พวกเขากำลังเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ  เพื่อให้พวกเขาเป็นบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต
  1. ให้ลูกใช้ชีวิต  เมื่อเด็กๆโตขึ้นพวกเขาจะต้องออกไปใช้ชีวิตและมีชีวิตเป็นของตนเอง ดังนั้นเด็กควรจะต้องได้รับการฝึกให้ช่วยเหลือตัวเอง  ได้ลองตัดสินใจอะไรเองจะทำให้พวกเขาได้ฝึกทักษะในการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ  ซึ่งนำไปสู่ทักษะการเป็นผู้นำหรือทักษะอื่นๆ โดยเริ่มจากเรื่องง่ายๆ เช่น การเก็บของเล่น การเลือกสิ่งที่ชอบ การเล่นกีฬาแล้วแพ้บ้างชนะบ้าง หรือการอดทนรอสิ่งที่พวกเขาต้องการ และให้ลองคิดหาวิธีการแก้ไขอุปสรรคบางอย่างเอง หลายครั้งพ่อแม่อาจไม่ใจเย็นพอที่จะรอลูกคิดหรือตัดสินใจ  จึงรีบทำให้ทุกอย่าง แต่พ่อแม่อาจลืมไปว่านั่นเป็นการจำกัดการเรียนรู้ของลูก  ทำให้ลูกทำอะไรไม่เป็น หรือเป็นช้ากว่าเด็กคนอื่น หรือได้พัฒนาทักษะบางด้านน้อยกว่าที่ควร  เพราะการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จะเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้ใช้ความคิดในการตัดสินใจ

จะเห็นได้ว่า การที่จะพัฒนาเด็กให้เป็นพลเมืองของศตวรรษที่ 21 ได้นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานและอาศัยการทำความเข้าใจเพื่อปรับความคิดความเชื่อใหม่ตั้งแต่ระดับครอบครัวรวมถึงการจัดระบบการศึกษา ในการให้การช่วยเหลือและพัฒนาเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อให้เด็กในวันนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสมรรถภาพมากพอในการใช้ชีวิตและเป็นคนที่มีคุณภาพที่จะดูแลสังคมในโลกยุคศตวรรษที่ 21

เอกสารอ้างอิง

สิรินทร์ ลัดดากลม บุญเชิดชู และมุจลินท์ กลิ่นหวล.(2559). กิจกรรมทัศนศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการ

เรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่21.Veridian E-Journal,Silpakorn University,9(2),1549 -63.

การพัฒนาเด็กและครอบครัวในศตวรรษที่21, 2559. [online] Available at: <http://taamkru.com/th>

การพัฒนาสุขภาพเด็ก เพื่อเด็กวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า

การพัฒนาสุขภาพเด็ก เพื่อเด็กวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า

อ่านรายละเอียดได้ที่นี้

ดนตรีกับการส่งเสริมพัฒนาการในเด็ก

                          ดนตรีกับการส่งเสริมพัฒนาการในเด็ก               

ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็กเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ทารกในครรภ์ได้ยินเสียงจากการฟังเพลงของมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ นักจิตวิทยากล่าวถึงการฟังเพลงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทำให้ทารกอารมณ์ดี เสียงเพลงที่ดังเข้ามาทางแก้วหูมารดา ย่อมเกิดการสั่นสะเทือน ทำให้เกิดเป็นจังหวะ ที่ทารกในครรภ์ จะรับรู้ได้อย่างแน่นอน ช่วยกระตุ้นให้เด็กพัฒนาการได้ยินดีขึ้น และเป็นการวางรากฐานในเรื่อง ความพร้อมทางดนตรีด้วย จากการทดลองได้ผลว่า การเปิดเพลงคลาสสิก โดยเฉพาะเพลงของโมทซาร์ท ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางการได้ยิน ซึ่งเพลงที่นำมาเปิดให้เด็กฟัง ควรเป็นเพลงที่มีจังหวะช้า หรือค่อนข้างช้า และท่วงทำนองที่ไพเราะ ไม่ดังจนเกินไป คลื่นเสียงจากเพลงเหล่านี้ ช่วยทำให้คลื่นสมอง มีการพัฒนาไปในทางที่ดี เร้าให้ส่วนหนึ่งของเซลล์ประสาททำงานได้ดีขึ้น ช่วยสร้างสมาธิ และทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีต่อไป บ่อยครั้งเมื่อทารกในครรภ์ดิ้น แล้วมารดาเปิดเพลงฟัง ทารกก็จะสงบลง เหมือนว่ากำลังตั้งใจฟังเพลงนั้นๆ อยู่ ส่งผลต่อบุคลิกภาพของทารกในครรภ์ เกิดมามีอารมณ์ดี เป็นคนสงบ ไม่ก้าวร้าว ช่วยให้ลูกอารมณ์ดี ผ่อนคลาย และถ้าผู้เป็นมารดาเปิดเพลงไหนฟังบ่อยๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ พอทารกคลอดออกมา แล้วเปิดเพลงนั้นอีก ทารกก็จะสงบลง และผ่อนคลายทันที เพราะรู้สึกเหมือนว่า กำลังอยู่ในครรภ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยทำให้การเลี้ยงทารกแรกเกิดหลังคลอด ทำได้ง่ายขึ้น การได้ฟังเพลงที่คุ้นหู ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จะช่วยทำให้เด็กหยุดร้องโยเยได้ เกิดมาแล้วเลี้ยงง่าย (Easy child)

เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ไม่ว่าเด็กจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรเด็กมักจะได้ยินเสียงเพลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากเสียงขับกล่อมจากผู้เลี้ยงดู วิทยุ  โทรทัศน์ แผ่นเสียง  เครื่องบันทึกเสียง  หรือเสียงร้องของเด็กเองดังนั้นการสอนดนตรีสำหรับเด็กเล็กจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากและเป็นหัวใจของของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งหลาย เสียงดนตรี หรือเสียงเพลงที่เราฟังกันอยู่ทุกๆ วัน นอกจากจะไพเราะ และทำให้ผู้ใหญ่อย่างพวกเรามีความสุขแล้ว สำหรับเจ้าตัวเล็กวัย 2-8 ขวบ เสียงดนตรียังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กได้เป็นอย่างดี ในทุกๆด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งคุณค่าของดนตรีมีผลต่อพัฒนาการของเด็กในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. ด้านสติปัญญาทำให้เด็กมีสมาธิ ซึ่งมีอิทธิพลต่อทักษะในด้านการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์และยังส่งเสริมจินตนาการที่สดใส โดย รศ.ดร.ณรุทธ์ สุทธิจิตต์หัวหน้าภาควิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเอาไว้ว่า “อิทธิพลของเสียงดนตรีที่ดีมีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างเสริมและพัฒนาการหลายด้านของเด็ก” เด็กจะมีโอกาสคิดอย่างสร้างสรรค์ผ่านดนตรี เช่น สามารถกำหนดจังหวะหรือแต่งเพลงใหม่ๆของตนเองขึ้นจากการฟังเสียงดนตรี หรือเพลง
  2. ด้านร่างกาย เด็กจะมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายให้เข้ากับจังหวะเพลง การใช้จังหวะและเสียงเพลง รวมทั้งการปรบมือและการเคาะ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการควบคู่ไปกับการพัฒนาของร่างกาย เช่น ขยับ กระโดด ควบม้า เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเด็กสามารถเต้นได้แล้ว จะเป็นการฝึกทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ อย่างแขนและขา รวมทั้งการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ในร่างกาย
  3. ด้านโสตประสาทเด็กจะสามารถฟังและแยกเสียงต่างๆเข้าใจคุณภาพของเสียงจากการเล่นดนตรีร้องเพลง  และฝึกฟังเสียงต่างๆ
  4. ด้านอารมณ์ ดนตรีจะช่วยทำให้เด็กลดอารมณ์ที่ก้าวร้าวต่างๆลงและนำมาแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และเป็นที่ยอมรับ

5.ด้านสังคม ดนตรีจะเป็นสื่อที่ทำให้เข้าใจและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

กิจกรรมเสียงดนตรีกับการส่งเสริมพัฒนาการ

– การเลือกชนิดของเพลง

เพลงแต่ละชนิดสำหรับเด็กปฐมวัย 2 – 8 ขวบ เด็กๆจะมีการตอบสนองที่แตกต่างกัน และมีผลต่อพัฒนาการเด็กที่แตกต่างกัน

เพลงที่มีจังหวะเร็ว : จะกระตุ้นความสนใจและความตื่นเต้น

เพลงที่มีจังหวะช้า : จะทำให้รู้สึกความสงบ ผ่อนคลาย และเสริมสร้างสมาธิ

 

– ให้เด็กๆลองคิดท่าเต้นของตัวเอง

เพียงแค่ผู้เลี้ยงดู หรือคุณครู เปิดเพลงสนุกๆ และปล่อยให้เด็กๆ ได้เต้นตามจังหวะในแบบของตัวเอง อาจจะลองให้เด็กๆ ทำท่าต่างๆ จากคำที่ได้ยินในเพลง จะช่วยทำให้เด็กๆได้พัฒนากระบวนการคิด การรับรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในตนเอง

 

– จัดกิจกรรมพาเด็กๆ ไปชมการแสดงดนตรี

กิจกรรมนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้แสดงออกทางความคิด และมีพัฒนาการด้านความรู้สึก

 

– กิจกรรมเรียนรู้คำศัพท์จากเนื้อเพลง

การที่เด็กๆ ได้ฟังเพลงต่างๆ สมองของเด็กจะสามารถจดจำคำต่างๆ ในเนื้อเพลงได้ดี ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีในการสอนเด็กๆเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ผ่านคำในเนื้อเพลง เช่น เพลงจากคำศัพท์ จะทำให้เด็กจดจำคำศัพท์ที่ร้องเป็นเพลงได้ เพลงแมงมุมลาย สามารถสอนให้เด็กๆ ได้รู้จักกับแมงมุม หรืออาจจะชวนเด็กๆวาดรูปสิ่งต่างๆ ที่ได้ยินในเพลง ก็จะช่วยพัฒนาทักษะด้านศิลปะได้ด้วย

 

– ส่งเสริมให้เด็กๆ เล่นดนตรี

เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยให้เด็กๆ ได้ลองเล่นดนตรีชนิดต่างๆ เพื่อฝึกสมาธิ และค้นหาความชอบของตังเอง

 

จะเห็นได้ว่าดนตรีเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเด็ก พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาประเทศชาติ เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ดนตรีสามารถพัฒนาได้ครบถ้วนทั้ง 7 Q กล่าวคือ IQ : Intelligent Quotient หมายถึง ความฉลาดทางปัญญา ความจำ ความคิด EQ : Emotional Quotient หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ ไม่กังวลไม่เครียด รู้จักการระงับความโกรธเป็น MQ : Moral Quotient หมายถึง ความฉลาดทางคุณธรรมจริยธรรม ระดับสติปัญญาทางด้านศีลธรรม สามารถปลูกฝังให้เด็กๆ ได้ร้องเพลงด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่น เพลงค่าน้ำนม เพลงการให้อภ้ย เป็นต้น AQ : Adversity Quotient หมายถึง ความสามารถในการควบคุมกำกับและเอาชนะปัญหาอุปสรรคได้ มีความมุ่งมั่นไม่ย้อท้อต่ออุปสรรค เช่นใน การฝึกหัดเล่นดนตรี SQ : Spiritual Quotient หมายถึง การพัฒนาการทางด้านจิตใจ มีจิตวิญญาณที่ดี เข้าใจในการปฏิบัติตนเข้ากับคน สังคม และวัฒนธรรมที่ดีได้ CQ : Creativity Quotient หมายถึง ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ และ PQ : Physical Quotientหมายถึง ความฉลาดทางด้านพลานามัย คือมีความมั่นใจในการเคลื่อนไหวของร่างกาย

พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู ผู้ปกครอง ครู แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และผู้ใหญ่ทุกคน ล้วนเป็นบุคคลที่สำคัญในการส่งเสริมกิจกรรมดนตรี เพื่อพัฒนาเด็กๆ นอกจากปัจจัยด้านพันธุกรรม อาหาร และการเลี้ยงดูแล้ว การส่งเสริมดนตรีตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ตลอดจนระยะปฐมวัย ล้วนเป็นการสร้างคุณภาพเด็กไทยในอนาคต ผู้เขียนหวังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้ใหญ่ทุกคนตระหนักในการปลูกฝังและดูแลเด็กๆ ช่วยจรรโลงสังคม และพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสืบต่อไป

 

อ้างอิง

Parenting For Brain. Child Temperament – Easy Baby vs Difficult Baby. [online] 2017 [14/8/17]. From https://www.parentingforbrain.com/easy-baby-what-is-temperament/

ณรุทธ์ สุทธิจิตต์. ดนตรีสำหรับเด็ก. [ออนไลน์] 2560 [อ้างเมื่อ 14 สิงหาคม2560].จาก https://www.facebook.com/musicorfffun/photos/pb.1415343558493867.-2207520000.1474224602./1425031654191724/?type=3

ศูนย์พัฒนาบุคลากร Hi.Q. group. การพัฒนาสมองเด็กปฐมวัย. [ออนไลน์] 2560 [อ้างเมื่อ 14 สิงหาคม2560].จาก http://oknation.nationtv.tv/blog/Hi-Q-Group/2009/07/19/entry-1

สถาบันราชานุกูล. ใข้ดนตรีกระตุ้นทักษะวัยใส พัฒนาสมาธิ. [ออนไลน์] 2560 [อ้างเมื่อ 14 สิงหาคม2560].จากhttp://rajanukul.go.th/iqeq/index.php?mode=iqeq&group_id=0&id=303

 

 

 

 

 

 

การเล่นส่งเสริมพัฒนาการในเด็กปฐมวัย

การเล่นส่งเสริมพัฒนาการในเด็กปฐมวัย

ความหมายของการเล่น

การเล่นหมายถึง  ประสบการณ์และกิจกรรมทุกชนิดที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของเด็ก ที่นอกจากจะให้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นการช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะและการสร้างความสัมพันธ์ในทางสังคม เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม เรียนรู้ที่จะใช้วัสดุเครื่องมือต่าง ๆ รู้จักหน้าที่ของตนเอง  นอกจากนี้ยังสามารถช่วยสร้างเสริมกระบวนการพัฒนาการด้านต่าง ๆ ทั้ง 4 ด้าน ให้เด็กได้อย่างเหมาะสมอีกด้วยการจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย การเล่นนับเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะการเล่นเป็นประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา โดยการเล่นเป็นกระบวนการของการพัฒนาทั้ง 4 ด้านของเด็ก คือ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งการเล่นนี้มีองค์ประกอบ 3 ประการดังนี้ รูดอล์ฟ  (Rudolph, 1984 : 96)

  1. การเล่นนำไปสู่การค้นพบเหตุผลและความคิด
  2. การเล่นเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเด็กกับสังคม
  3. การเล่นเป็นการนำเด็กไปสู่ความสมดุลในสังคม

ประโยชน์ของการเล่น

  • การเล่นเป็นการระบายพลังงานที่เหลือให้เป็นไปตามธรรมชาติ
  • การเล่นเป็นการหาความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการพักผ่อน
  • การเล่นเป็นการฝึกทักษะการดูแลตนเอง โดยอาจเกิดจากการลอกเลียนแบบผู้ใหญ่
  • การเล่นเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด โดยเด็กจะแสดงออกมาโดยการเล่น
  • การเล่น เป็นการฝึกการสังเกต ได้มีโอกาสทดลอง เกิดความสร้างสรรค์คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นมีอิทธิพลและมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา

คุณค่าของการเล่น (หรรษา  นิลวิเชียร, 2535: 85 – 86)

  • การเล่นเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเด็กเล็กและมีคุณค่าต่อการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
  • การเล่นช่วยสร้างบรรยากาศของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่เด็กเล่น
  • ด้วยกันเด็กจะเรียนรู้การแบ่งปัน การเล่นด้วยกันกับเพื่อน ๆ เรียนรู้การระวังรักษาของเล่นกับเพื่อนและเรียนรู้การเข้าสังคม
  • การเล่นทำให้เด็กเรียนรู้การรู้จักดัดแปลง คิด ยืดหยุ่น เช่น การใช้ก้านกล้วยสมมติเป็นม้า
  • การเล่นเป็นการให้เด็กเรียนรู้การรอคอย ฝึกความอดทน ซึ่งจะเป็นลักษณะนิสัย
  • ที่ติดตัวและเป็นประโยชน์ต่อเด็กในอนาคต
  • การเล่นเกี่ยวกับบทบาทต่าง ๆ ของบุคคลในชุมชน   ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับ
  • อาชีพต่าง ๆ รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับสังคม ซึ่งจะมีผลทำให้เด็กคิดถึงอนาคตและบทบาทของบุคคลต่าง ๆ ในสังคม
  • การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยเฉพาะ
  • อย่างยิ่งในขณะที่เล่นสวมบทบาทผู้อื่น เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไรเมื่อมีความทุกข์หรือความสุข
  • การเล่นสมมติจะช่วยให้เด็กฝึกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เด็กจะสร้าง
  • ภาพพจน์เรื่องราวต่าง ๆ แม้แต่เรื่องในใจของตนเอง เด็กจะฝึกเลียนเสียงธรรมชาติ เสียงสัตว์ เสียงพูด ตลอดจนการเคลื่อนไหวของคนและสัตว์ เด็กจะค้นคว้าหาวิธีการใหม่ ๆ เด็กจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมและเรียนรู้ที่จะแยกออกว่าอะไรเป็นความจริงและอะไรเป็นความฝัน

ประเภทของการเล่น

             การเล่นของเด็กมีความแตกต่างกันไปในแต่ละวัน เวลา และแต่ละบุคคล ตามสภาพการและความพอใจของเด็ก  ทั้งนี้เนื่องจากการเล่นแต่ละชนิดให้ความสนใจหรือดึงดูดใจเด็กแตกต่างกัน บางครั้งก็ชอบดูคนอื่นเล่น หรือบางครั้งก็ชอบเล่นกิจกรรมที่ร่วมมือกับคนอื่น ๆ มีการผลัดเปลี่ยนวัตถุกันเล่น เด็กแต่ละคนมีโอกาสเล่นในแบบต่าง ๆ กัน ได้สรุปประเภทของการเล่นไว้ 7 ประเภทดังต่อไปนี้ ดังที่ (ศรีเรือน  แก้วกังวาล (2545 : 211 – 213)

  1. เล่นคนเดียว เด็กเล่นคนเดียวกับของเล่น เช่น เล่นกับตุ๊กตา เล่นตัดกระดาษ

เล่นสมมติ  ฯลฯ

  1. เล่นสมมติ โลกของการเล่นสมมติเป็นการเล่นที่โดดเด่นมากของเด็กวัยเด็กตอนต้น สำหรับเด็ก การเล่นชนิดนี้เป็นโลกแห่งความจริง เด็กมักลอกเลียนโลกสมมติจากเรื่องราวในชีวิตจริงที่ได้พบเห็น เช่น เป็นครู นักเรียน พ่อ แม่ ทำกับข้าว ฯลฯ หรือบางครั้งก็ลอกเลียนจากเรื่องราวที่ตนได้ยินได้ฟังจากนิทาน
  2. เล่นเชิงสังคม   ได้แก่ การเล่นที่มีเด็กตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การเล่นเชิงสังคมอาจรวม

การเล่นประเภทอื่น ๆ ด้วย (ยกเว้นการเล่นคนเดียว)  เช่น  เล่นกระโดดเชือก  เล่นซ่อนหา  เล่นอีตัก  เล่นมอญซ่อนผ้า ฯลฯ

  1. เล่น-ดูผู้อื่นเล่น เด็กดูผู้อื่นเล่น โดยไม่ร่วมเล่นด้วยแต่อาจจะถามคำถาม ให้คำแนะนำ ฯลฯ การดูผู้อื่นเล่นไม่ค่อยปรากฏบ่อยนักในวัยนี้
  2. เล่นอย่างเดียวกันในที่เดียวกันแต่ไม่เล่นด้วยกัน (ต่างคนต่างเล่น) (Pararell Play)  เช่น เด็ก 2 คน ต่างนั่งเล่นตุ๊กตาของตัว พูดกับตุ๊กตา แต่ไม่ร่วมเล่นตุ๊กตาตัวเดียวกัน
  3. เล่นร่วมกัน (Associative Play)  เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กจะชอบเล่นร่วมกับเพื่อนมากกว่าเล่นคนเดียว หรือเล่นด้วยกันแต่ต่างคนต่างเล่น เด็กยังยอมรับกติกาการเล่นร่วมกันไม่ค่อยได้ จึงมักจะทะเลาะกันค่อนข้างบ่อยเมื่อเล่นร่วมกัน แต่การทะเลาะของเด็กเป็นลักษณะชั่วครู่ชั่วยาม
  4. เล่นแบบร่วมมือกัน (Co-operative Play)  เด็กจะรู้จักเล่นด้วยกันอย่างมีกฎเกณฑ์

การเล่นที่ไม่ซับซ้อน เมื่ออายุประมาณ 5 – 6 ขวบ

ดังนั้นสรุปได้ว่า  การเล่นมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเตรียมประสบการณ์เพื่อการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข  ความสนุกสนานเพลิดเพลิน  นอกจากนี้การสร้างและแสดงออกทางจินตนาการอันเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมทางความคิดของเด็กที่มีอย่างมากมายให้เด็กได้เลือกเล่นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าการเล่นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

อ้างอิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2560). คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกแรกเกิด – 5 ปี สำหรับผู้ปกครอง.

การเล่นของเด็กปฐมวัย แหล่งที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/466794

ของเล่นและการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก แหล่งที่มา: http://www.uniontoy.com/articles/42043361