การพัฒนาสุขภาพเด็ก เพื่อเด็กวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า

การพัฒนาสุขภาพเด็ก เพื่อเด็กวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า

อ่านรายละเอียดได้ที่นี้

ดนตรีกับการส่งเสริมพัฒนาการในเด็ก

                          ดนตรีกับการส่งเสริมพัฒนาการในเด็ก               

ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็กเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ทารกในครรภ์ได้ยินเสียงจากการฟังเพลงของมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ นักจิตวิทยากล่าวถึงการฟังเพลงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทำให้ทารกอารมณ์ดี เสียงเพลงที่ดังเข้ามาทางแก้วหูมารดา ย่อมเกิดการสั่นสะเทือน ทำให้เกิดเป็นจังหวะ ที่ทารกในครรภ์ จะรับรู้ได้อย่างแน่นอน ช่วยกระตุ้นให้เด็กพัฒนาการได้ยินดีขึ้น และเป็นการวางรากฐานในเรื่อง ความพร้อมทางดนตรีด้วย จากการทดลองได้ผลว่า การเปิดเพลงคลาสสิก โดยเฉพาะเพลงของโมทซาร์ท ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางการได้ยิน ซึ่งเพลงที่นำมาเปิดให้เด็กฟัง ควรเป็นเพลงที่มีจังหวะช้า หรือค่อนข้างช้า และท่วงทำนองที่ไพเราะ ไม่ดังจนเกินไป คลื่นเสียงจากเพลงเหล่านี้ ช่วยทำให้คลื่นสมอง มีการพัฒนาไปในทางที่ดี เร้าให้ส่วนหนึ่งของเซลล์ประสาททำงานได้ดีขึ้น ช่วยสร้างสมาธิ และทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีต่อไป บ่อยครั้งเมื่อทารกในครรภ์ดิ้น แล้วมารดาเปิดเพลงฟัง ทารกก็จะสงบลง เหมือนว่ากำลังตั้งใจฟังเพลงนั้นๆ อยู่ ส่งผลต่อบุคลิกภาพของทารกในครรภ์ เกิดมามีอารมณ์ดี เป็นคนสงบ ไม่ก้าวร้าว ช่วยให้ลูกอารมณ์ดี ผ่อนคลาย และถ้าผู้เป็นมารดาเปิดเพลงไหนฟังบ่อยๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ พอทารกคลอดออกมา แล้วเปิดเพลงนั้นอีก ทารกก็จะสงบลง และผ่อนคลายทันที เพราะรู้สึกเหมือนว่า กำลังอยู่ในครรภ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยทำให้การเลี้ยงทารกแรกเกิดหลังคลอด ทำได้ง่ายขึ้น การได้ฟังเพลงที่คุ้นหู ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จะช่วยทำให้เด็กหยุดร้องโยเยได้ เกิดมาแล้วเลี้ยงง่าย (Easy child)

เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ไม่ว่าเด็กจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรเด็กมักจะได้ยินเสียงเพลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากเสียงขับกล่อมจากผู้เลี้ยงดู วิทยุ  โทรทัศน์ แผ่นเสียง  เครื่องบันทึกเสียง  หรือเสียงร้องของเด็กเองดังนั้นการสอนดนตรีสำหรับเด็กเล็กจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากและเป็นหัวใจของของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งหลาย เสียงดนตรี หรือเสียงเพลงที่เราฟังกันอยู่ทุกๆ วัน นอกจากจะไพเราะ และทำให้ผู้ใหญ่อย่างพวกเรามีความสุขแล้ว สำหรับเจ้าตัวเล็กวัย 2-8 ขวบ เสียงดนตรียังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กได้เป็นอย่างดี ในทุกๆด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งคุณค่าของดนตรีมีผลต่อพัฒนาการของเด็กในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. ด้านสติปัญญาทำให้เด็กมีสมาธิ ซึ่งมีอิทธิพลต่อทักษะในด้านการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์และยังส่งเสริมจินตนาการที่สดใส โดย รศ.ดร.ณรุทธ์ สุทธิจิตต์หัวหน้าภาควิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเอาไว้ว่า “อิทธิพลของเสียงดนตรีที่ดีมีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างเสริมและพัฒนาการหลายด้านของเด็ก” เด็กจะมีโอกาสคิดอย่างสร้างสรรค์ผ่านดนตรี เช่น สามารถกำหนดจังหวะหรือแต่งเพลงใหม่ๆของตนเองขึ้นจากการฟังเสียงดนตรี หรือเพลง
  2. ด้านร่างกาย เด็กจะมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายให้เข้ากับจังหวะเพลง การใช้จังหวะและเสียงเพลง รวมทั้งการปรบมือและการเคาะ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการควบคู่ไปกับการพัฒนาของร่างกาย เช่น ขยับ กระโดด ควบม้า เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเด็กสามารถเต้นได้แล้ว จะเป็นการฝึกทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ อย่างแขนและขา รวมทั้งการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ในร่างกาย
  3. ด้านโสตประสาทเด็กจะสามารถฟังและแยกเสียงต่างๆเข้าใจคุณภาพของเสียงจากการเล่นดนตรีร้องเพลง  และฝึกฟังเสียงต่างๆ
  4. ด้านอารมณ์ ดนตรีจะช่วยทำให้เด็กลดอารมณ์ที่ก้าวร้าวต่างๆลงและนำมาแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และเป็นที่ยอมรับ

5.ด้านสังคม ดนตรีจะเป็นสื่อที่ทำให้เข้าใจและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

กิจกรรมเสียงดนตรีกับการส่งเสริมพัฒนาการ

– การเลือกชนิดของเพลง

เพลงแต่ละชนิดสำหรับเด็กปฐมวัย 2 – 8 ขวบ เด็กๆจะมีการตอบสนองที่แตกต่างกัน และมีผลต่อพัฒนาการเด็กที่แตกต่างกัน

เพลงที่มีจังหวะเร็ว : จะกระตุ้นความสนใจและความตื่นเต้น

เพลงที่มีจังหวะช้า : จะทำให้รู้สึกความสงบ ผ่อนคลาย และเสริมสร้างสมาธิ

 

– ให้เด็กๆลองคิดท่าเต้นของตัวเอง

เพียงแค่ผู้เลี้ยงดู หรือคุณครู เปิดเพลงสนุกๆ และปล่อยให้เด็กๆ ได้เต้นตามจังหวะในแบบของตัวเอง อาจจะลองให้เด็กๆ ทำท่าต่างๆ จากคำที่ได้ยินในเพลง จะช่วยทำให้เด็กๆได้พัฒนากระบวนการคิด การรับรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในตนเอง

 

– จัดกิจกรรมพาเด็กๆ ไปชมการแสดงดนตรี

กิจกรรมนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้แสดงออกทางความคิด และมีพัฒนาการด้านความรู้สึก

 

– กิจกรรมเรียนรู้คำศัพท์จากเนื้อเพลง

การที่เด็กๆ ได้ฟังเพลงต่างๆ สมองของเด็กจะสามารถจดจำคำต่างๆ ในเนื้อเพลงได้ดี ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีในการสอนเด็กๆเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ผ่านคำในเนื้อเพลง เช่น เพลงจากคำศัพท์ จะทำให้เด็กจดจำคำศัพท์ที่ร้องเป็นเพลงได้ เพลงแมงมุมลาย สามารถสอนให้เด็กๆ ได้รู้จักกับแมงมุม หรืออาจจะชวนเด็กๆวาดรูปสิ่งต่างๆ ที่ได้ยินในเพลง ก็จะช่วยพัฒนาทักษะด้านศิลปะได้ด้วย

 

– ส่งเสริมให้เด็กๆ เล่นดนตรี

เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยให้เด็กๆ ได้ลองเล่นดนตรีชนิดต่างๆ เพื่อฝึกสมาธิ และค้นหาความชอบของตังเอง

 

จะเห็นได้ว่าดนตรีเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเด็ก พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาประเทศชาติ เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ดนตรีสามารถพัฒนาได้ครบถ้วนทั้ง 7 Q กล่าวคือ IQ : Intelligent Quotient หมายถึง ความฉลาดทางปัญญา ความจำ ความคิด EQ : Emotional Quotient หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ ไม่กังวลไม่เครียด รู้จักการระงับความโกรธเป็น MQ : Moral Quotient หมายถึง ความฉลาดทางคุณธรรมจริยธรรม ระดับสติปัญญาทางด้านศีลธรรม สามารถปลูกฝังให้เด็กๆ ได้ร้องเพลงด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่น เพลงค่าน้ำนม เพลงการให้อภ้ย เป็นต้น AQ : Adversity Quotient หมายถึง ความสามารถในการควบคุมกำกับและเอาชนะปัญหาอุปสรรคได้ มีความมุ่งมั่นไม่ย้อท้อต่ออุปสรรค เช่นใน การฝึกหัดเล่นดนตรี SQ : Spiritual Quotient หมายถึง การพัฒนาการทางด้านจิตใจ มีจิตวิญญาณที่ดี เข้าใจในการปฏิบัติตนเข้ากับคน สังคม และวัฒนธรรมที่ดีได้ CQ : Creativity Quotient หมายถึง ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ และ PQ : Physical Quotientหมายถึง ความฉลาดทางด้านพลานามัย คือมีความมั่นใจในการเคลื่อนไหวของร่างกาย

พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู ผู้ปกครอง ครู แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และผู้ใหญ่ทุกคน ล้วนเป็นบุคคลที่สำคัญในการส่งเสริมกิจกรรมดนตรี เพื่อพัฒนาเด็กๆ นอกจากปัจจัยด้านพันธุกรรม อาหาร และการเลี้ยงดูแล้ว การส่งเสริมดนตรีตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ตลอดจนระยะปฐมวัย ล้วนเป็นการสร้างคุณภาพเด็กไทยในอนาคต ผู้เขียนหวังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้ใหญ่ทุกคนตระหนักในการปลูกฝังและดูแลเด็กๆ ช่วยจรรโลงสังคม และพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสืบต่อไป

 

อ้างอิง

Parenting For Brain. Child Temperament – Easy Baby vs Difficult Baby. [online] 2017 [14/8/17]. From https://www.parentingforbrain.com/easy-baby-what-is-temperament/

ณรุทธ์ สุทธิจิตต์. ดนตรีสำหรับเด็ก. [ออนไลน์] 2560 [อ้างเมื่อ 14 สิงหาคม2560].จาก https://www.facebook.com/musicorfffun/photos/pb.1415343558493867.-2207520000.1474224602./1425031654191724/?type=3

ศูนย์พัฒนาบุคลากร Hi.Q. group. การพัฒนาสมองเด็กปฐมวัย. [ออนไลน์] 2560 [อ้างเมื่อ 14 สิงหาคม2560].จาก http://oknation.nationtv.tv/blog/Hi-Q-Group/2009/07/19/entry-1

สถาบันราชานุกูล. ใข้ดนตรีกระตุ้นทักษะวัยใส พัฒนาสมาธิ. [ออนไลน์] 2560 [อ้างเมื่อ 14 สิงหาคม2560].จากhttp://rajanukul.go.th/iqeq/index.php?mode=iqeq&group_id=0&id=303

 

 

 

 

 

 

การเล่นส่งเสริมพัฒนาการในเด็กปฐมวัย

การเล่นส่งเสริมพัฒนาการในเด็กปฐมวัย

ความหมายของการเล่น

การเล่นหมายถึง  ประสบการณ์และกิจกรรมทุกชนิดที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของเด็ก ที่นอกจากจะให้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นการช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะและการสร้างความสัมพันธ์ในทางสังคม เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม เรียนรู้ที่จะใช้วัสดุเครื่องมือต่าง ๆ รู้จักหน้าที่ของตนเอง  นอกจากนี้ยังสามารถช่วยสร้างเสริมกระบวนการพัฒนาการด้านต่าง ๆ ทั้ง 4 ด้าน ให้เด็กได้อย่างเหมาะสมอีกด้วยการจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย การเล่นนับเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะการเล่นเป็นประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา โดยการเล่นเป็นกระบวนการของการพัฒนาทั้ง 4 ด้านของเด็ก คือ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งการเล่นนี้มีองค์ประกอบ 3 ประการดังนี้ รูดอล์ฟ  (Rudolph, 1984 : 96)

  1. การเล่นนำไปสู่การค้นพบเหตุผลและความคิด
  2. การเล่นเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเด็กกับสังคม
  3. การเล่นเป็นการนำเด็กไปสู่ความสมดุลในสังคม

ประโยชน์ของการเล่น

  • การเล่นเป็นการระบายพลังงานที่เหลือให้เป็นไปตามธรรมชาติ
  • การเล่นเป็นการหาความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการพักผ่อน
  • การเล่นเป็นการฝึกทักษะการดูแลตนเอง โดยอาจเกิดจากการลอกเลียนแบบผู้ใหญ่
  • การเล่นเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด โดยเด็กจะแสดงออกมาโดยการเล่น
  • การเล่น เป็นการฝึกการสังเกต ได้มีโอกาสทดลอง เกิดความสร้างสรรค์คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นมีอิทธิพลและมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา

คุณค่าของการเล่น (หรรษา  นิลวิเชียร, 2535: 85 – 86)

  • การเล่นเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเด็กเล็กและมีคุณค่าต่อการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
  • การเล่นช่วยสร้างบรรยากาศของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่เด็กเล่น
  • ด้วยกันเด็กจะเรียนรู้การแบ่งปัน การเล่นด้วยกันกับเพื่อน ๆ เรียนรู้การระวังรักษาของเล่นกับเพื่อนและเรียนรู้การเข้าสังคม
  • การเล่นทำให้เด็กเรียนรู้การรู้จักดัดแปลง คิด ยืดหยุ่น เช่น การใช้ก้านกล้วยสมมติเป็นม้า
  • การเล่นเป็นการให้เด็กเรียนรู้การรอคอย ฝึกความอดทน ซึ่งจะเป็นลักษณะนิสัย
  • ที่ติดตัวและเป็นประโยชน์ต่อเด็กในอนาคต
  • การเล่นเกี่ยวกับบทบาทต่าง ๆ ของบุคคลในชุมชน   ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับ
  • อาชีพต่าง ๆ รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับสังคม ซึ่งจะมีผลทำให้เด็กคิดถึงอนาคตและบทบาทของบุคคลต่าง ๆ ในสังคม
  • การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยเฉพาะ
  • อย่างยิ่งในขณะที่เล่นสวมบทบาทผู้อื่น เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไรเมื่อมีความทุกข์หรือความสุข
  • การเล่นสมมติจะช่วยให้เด็กฝึกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เด็กจะสร้าง
  • ภาพพจน์เรื่องราวต่าง ๆ แม้แต่เรื่องในใจของตนเอง เด็กจะฝึกเลียนเสียงธรรมชาติ เสียงสัตว์ เสียงพูด ตลอดจนการเคลื่อนไหวของคนและสัตว์ เด็กจะค้นคว้าหาวิธีการใหม่ ๆ เด็กจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมและเรียนรู้ที่จะแยกออกว่าอะไรเป็นความจริงและอะไรเป็นความฝัน

ประเภทของการเล่น

             การเล่นของเด็กมีความแตกต่างกันไปในแต่ละวัน เวลา และแต่ละบุคคล ตามสภาพการและความพอใจของเด็ก  ทั้งนี้เนื่องจากการเล่นแต่ละชนิดให้ความสนใจหรือดึงดูดใจเด็กแตกต่างกัน บางครั้งก็ชอบดูคนอื่นเล่น หรือบางครั้งก็ชอบเล่นกิจกรรมที่ร่วมมือกับคนอื่น ๆ มีการผลัดเปลี่ยนวัตถุกันเล่น เด็กแต่ละคนมีโอกาสเล่นในแบบต่าง ๆ กัน ได้สรุปประเภทของการเล่นไว้ 7 ประเภทดังต่อไปนี้ ดังที่ (ศรีเรือน  แก้วกังวาล (2545 : 211 – 213)

  1. เล่นคนเดียว เด็กเล่นคนเดียวกับของเล่น เช่น เล่นกับตุ๊กตา เล่นตัดกระดาษ

เล่นสมมติ  ฯลฯ

  1. เล่นสมมติ โลกของการเล่นสมมติเป็นการเล่นที่โดดเด่นมากของเด็กวัยเด็กตอนต้น สำหรับเด็ก การเล่นชนิดนี้เป็นโลกแห่งความจริง เด็กมักลอกเลียนโลกสมมติจากเรื่องราวในชีวิตจริงที่ได้พบเห็น เช่น เป็นครู นักเรียน พ่อ แม่ ทำกับข้าว ฯลฯ หรือบางครั้งก็ลอกเลียนจากเรื่องราวที่ตนได้ยินได้ฟังจากนิทาน
  2. เล่นเชิงสังคม   ได้แก่ การเล่นที่มีเด็กตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การเล่นเชิงสังคมอาจรวม

การเล่นประเภทอื่น ๆ ด้วย (ยกเว้นการเล่นคนเดียว)  เช่น  เล่นกระโดดเชือก  เล่นซ่อนหา  เล่นอีตัก  เล่นมอญซ่อนผ้า ฯลฯ

  1. เล่น-ดูผู้อื่นเล่น เด็กดูผู้อื่นเล่น โดยไม่ร่วมเล่นด้วยแต่อาจจะถามคำถาม ให้คำแนะนำ ฯลฯ การดูผู้อื่นเล่นไม่ค่อยปรากฏบ่อยนักในวัยนี้
  2. เล่นอย่างเดียวกันในที่เดียวกันแต่ไม่เล่นด้วยกัน (ต่างคนต่างเล่น) (Pararell Play)  เช่น เด็ก 2 คน ต่างนั่งเล่นตุ๊กตาของตัว พูดกับตุ๊กตา แต่ไม่ร่วมเล่นตุ๊กตาตัวเดียวกัน
  3. เล่นร่วมกัน (Associative Play)  เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กจะชอบเล่นร่วมกับเพื่อนมากกว่าเล่นคนเดียว หรือเล่นด้วยกันแต่ต่างคนต่างเล่น เด็กยังยอมรับกติกาการเล่นร่วมกันไม่ค่อยได้ จึงมักจะทะเลาะกันค่อนข้างบ่อยเมื่อเล่นร่วมกัน แต่การทะเลาะของเด็กเป็นลักษณะชั่วครู่ชั่วยาม
  4. เล่นแบบร่วมมือกัน (Co-operative Play)  เด็กจะรู้จักเล่นด้วยกันอย่างมีกฎเกณฑ์

การเล่นที่ไม่ซับซ้อน เมื่ออายุประมาณ 5 – 6 ขวบ

ดังนั้นสรุปได้ว่า  การเล่นมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเตรียมประสบการณ์เพื่อการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข  ความสนุกสนานเพลิดเพลิน  นอกจากนี้การสร้างและแสดงออกทางจินตนาการอันเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมทางความคิดของเด็กที่มีอย่างมากมายให้เด็กได้เลือกเล่นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าการเล่นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

อ้างอิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2560). คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกแรกเกิด – 5 ปี สำหรับผู้ปกครอง.

การเล่นของเด็กปฐมวัย แหล่งที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/466794

ของเล่นและการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก แหล่งที่มา: http://www.uniontoy.com/articles/42043361

ไข้หวัดกับการล้างจมูก

ไข้หวัดกับการล้างจมูก

เมื่อเด็กเป็นไข้หวัด มักเกิดอาการที่พบได้บ่อย คือ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เคืองจมูก ไอจามและมีน้ำมูกไหลลงคอหรือมีเสมหะ ซึ่งอาการที่ทำให้เด็กเล็กเกิดความไม่สุขสบายส่วนใหญ่ที่พบ อะม มีน้ำมูกไหลลงคอ ล.นธ์คือ การมีน้ำมูกคั่งค้างเมื่อได้รับการดูแลอย่างไม่เหมาะสมจึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงมากขึ้นจากโรคติดเชื้อระบบหายใจ เช่น โรคหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น เด็กเล็กยังไม่สามารถขับน้ำมูกออกเองได้มีผลกระทบต่อการอุดกั้นทางเดินหายใจ เกิดอาการหายใจลำบากจึงต้องได้รับการรักษาไว้ในโรงพยาบาลเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด

ดังนั้นการสังเกตอาการและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นทำให้เกิดน้ำมูกจึงมีความสำคัญที่มารดาควรมีความรู้และสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและเกิดผลกระทบน้อยที่สุด เมื่อเด็กเล็กเกิดการติดเชื้อระบบหายใจร่างกายจะสร้างสารคัดหลั่งมากขึ้นในโพรงจมูกทำให้มีน้ำมูกมาก ส่งผลให้เด็กหายใจไม่สะดวกต้องอ้าปากหายใจหรือมีน้ำมูกแห้งกรังมารดาควรช่วยดูแลสุขภาพเด็กเบื้องต้น โดยการล้างจมูกระบายน้ำมูก จิบน้ำมาก ๆ รักษาความอบอุ่นของร่างกาย จัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้สะอาด หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกมากขึ้น เช่น อากาศที่มีฝุ่นละออง ควันบุหรี่ สัตว์เลี้ยงที่มีขน เป็นต้น เมื่อมีบุคคลในบ้านป่วยด้วยโรคทางระบบหายใจควรใช้ผ้าปิดปากจมูก จำกัดผู้เยี่ยมเลี่ยงบุคคลที่ติดเชื้อทางระบบหายใจหรือโรคติดต่ออื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้น เมื่ออาการเด็กไม่ดีขึ้นจากการประเมิน คือ มีน้ำมูกมากเหนียวข้นเหลือง หายใจเร็วมากกว่า 40 ครั้ง/ นาที หายใจลำบาก กระสับกระส่าย ทานได้ลดลงอ่อนเพลีย ควรรีบพาบุตรมาตรวจที่โรงพยาบาลทันทีและติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์นัดทุกครั้ง (สมหญิง โควศวนนท์, 2553) จะเห็นได้ว่าการสังเกตอาการและดูแลเด็กเล็กเจ็บป่วยเบื้องต้นของมารดาเป็นสิ่งจำเป็นที่สามารถช่วยลดความรุนแรงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากน้ำมูกคั่งค้างได้

สำหรับการดูแลที่ช่วยลดการคั่งค้างของน้ำมูก บรรเทาอาการไม่สุขสบายในเด็ก คือ การล้างจมูก (Nasal irrigation or nasal wash) ซึ่งเป็นการช่วยดูแลทำความสะอาดโพรงจมูก โดยการใส่หรือหยอดน้ำเข้าไปในจมูก เพื่อชะล้างสิ่งสกปรก คราบมูกหรือหนองบริเวณโพรงจมูกและหลังโพรงจมูกออก ลดการหลั่งของน้ำมูกและทำให้โพรงจมูกสะอาด (จงรักษ์ อุตรารัชต์กิจ, 2549) ซึ่งในปัจจุบันประโยชน์ของการล้างจมูกเป็นที่ยอมรับว่า ช่วยบรรเทาอาการ ลดภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมการรักษาของโรคในโพรงจมูกต่าง ๆ (Sinonasal disease)

การล้างจมูก คือ การทำความสะอาดโพรงจมูกโดยการใส่หรือหยอดน้ำเข้าไปในจมูก การล้างจมูกจะช่วยชะล้างมูก คราบมูก หรือหนองบริเวณโพรงจมูก และหลังโพรงจมูกออก ทำให้โพรงจมูกสะอาด น้ำที่ใช้แนะนำให้ใช้น้ำเกลือความเข้มข้น 0.9% เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยลดความเหนียวของน้ำมูก และทำให้เชื้อโรคไม่เจริญเติบโต

 

ประโยชน์ของการล้างจมูก

  • ช่วยล้างมูกเหนียวข้นที่ไม่สามารถระบายออกได้เอง ทำให้โพรงจมูกสะอาด
  • อาการหวัดเรื้อรังดีขึ้น
  • ป้องกันการลุกลามของเชื้อโรคจากจมูกและไซนัสไปสู่ปอด
  • ช่วยลดจำนวนเชื้อโรค ของเสีย สารก่อภูมิแพ้และสารที่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้
  • ให้ความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก
  • บรรเทาอาการคัดแน่นจมูก ทำให้หายใจโล่งขึ้น
  • บรรเทาอาการระคายเคืองในจมูก
  • การล้างจมูกก่อนใช้ยาพ่นจมูกจะทำให้ยาพ่นจมูกมีประสิทธิภาพดีขึ้น

ควรล้างจมูก เมื่อมีน้ำมูกเหนียวข้นจำนวนมาก และ ก่อนใช้ยาพ่นจมูก

 

วิธีการล้างจมูก

  • เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูก
  • น้ำเกลือความเข้มข้น 9% ซึ่งหาซื้อได้จากโรงพยาบาลหรือตามร้านขายยา (น้ำเกลือที่ใช้เหลือให้เททิ้ง ห้ามนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเทกลับเข้าขวดน้ำเกลือเดิม)
  • ถ้วยสะอาดสำหรับใส่น้ำเกลือ
  • กระบอกฉีดยาพลาสติกขนาด 10-20 ซีซี (ไม่ใส่เข็ม)
  • ภาชนะรองน้ำจมูกและเสมหะ
  • กระดาษทิชชู
  • วิธีล้างจมูก
  • ล้างมือให้สะอาด
  • เทน้ำเกลือใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ใช้กระบอกฉีดยาดูดน้ำเกลือจนเต็ม
  • ฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูก
  • วิธีฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูก
  • ก้มหน้าเล็กน้อย หรืออยู่ในท่าศีรษะตรง
  • สอดปลายกระบอกฉีดยาเข้าไปในรูจมูกข้างที่จะล้าง โดยวางปลายกระบอกฉีดยาชิดรูจมูกด้านบน
  • หายใจทางปากหรือกลั้นหายใจ
  • ฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูก จนน้ำเกลือและน้ำมูกไหลออกทางปาก หรือไหลย้อนออกมาทางจมูกอีกข้าง

สั่งน้ำมูกพร้อมๆ กันทั้งสองข้าง (ไม่ต้องอุดรูจมูกอีกข้าง) บ้วนน้ำเกลือ และน้ำมูกส่วนที่ไหลลงคอทิ้ง บ้วนเสมหะในคอออกทำซ้ำหลายๆ ครั้งในแต่ละข้างจนไม่มีน้ำมูกออกมา

(หมายเหตุ: วิธีนี้ต้องใช้น้ำเกลือล้างจมูกจำนวนมาก)

 

วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูก

ล้างอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูกให้สะอาดหลังการใช้ทุกครั้ง ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจาน ล้างด้วยน้ำประปาจนหมดน้ำสบู่ ผึ่งให้แห้ง

 

ควรล้างจมูกบ่อยแค่ไหน?

อย่างน้อยวันละ 2 ครั้งช่วงตื่นนอนตอนเช้า และก่อนเข้านอน หรือเมื่อรู้สึกว่ามีน้ำมูกมาก แน่นจมูก หรือก่อนใช้ยาพ่นจมูก แนะนำให้ทำในช่วงท้องว่าง เพราะจะได้ไม่เกิดอาการอาเจียน

 

การล้างจมูกมีอันตรายหรือไม่?

ถ้าทำได้ถูกต้องและในเวลาที่เหมาะสมไม่น่าจะมีอันตราย อาจมีอันตรายเกิดขึ้นได้ เช่น การสำลัก การนำเชื้อเข้าไปในโพรงไซนัส ปัญหาการสำลักจะไม่เกิดขึ้น ถ้าได้เรียนรู้วิธีการล้างจมูกที่ถูกต้อง และควรล้างจมูกก่อนเวลารับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันการอาเจียนหรือสำลัก

 

ข้อควรระวัง

น้ำเกลือและอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูกต้องสะอาด โดยเฉพาะน้ำเกลือไม่ควรใช้ขวดใหญ่ เพราะการเปิดทิ้งไว้และใช้ต่อเนื่องนานจนกว่าจะหมดจะทำให้มีเชื้อโรคสะสมอยู่ได้ โดยทั่วไปใช้ขวดละ 100 ซีซี เพื่อให้หมดเร็วจะได้ไม่กิดการติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ควรล้างจมูกเมื่อมีน้ำมูกเหนียวข้นจำนวนมาก (ถ้าน้ำมูกใส และมีจำนวนเล็กน้อยให้สั่งออกมา) หลังฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกให้สั่งน้ำมูกออกทันที ไม่ควรกลั้นหายใจเพื่อกักน้ำเกลือให้ค้างในจมูกนาน เพราะน้ำเกลืออาจจะไหลย้อนไปในไซนัส และการสั่งน้ำมูกให้สั่งเบาๆ และไม่ต้องอุดรูจมูกอีกข้าง เพราะอาจทำให้แก้วหูทะลุได้

 

อ้างอิง

จงรักษ์ อุตรารัชต์กิจ. (2549). การดูแลช่องจมูก. ใน อรุณวรรณ  พฤทธิพันธุ์, ธิติดา ชัยศุภมงคลลาภ       หฤทัย กมลาภรณ์ และธีรเดช คุปตานนท์ (บรรณาธิการ), การบำบัดรักษาทางระบบ หายใจในเด็ก: สำหรับแพทย์และพยาบาล (หน้า 179-184). กรุงเทพฯ: บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์.

สมหญิง โควศวนนท์. (2553). การพยาบาลผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาระบบหายใจ. ใน บุญเพียร จันทวัฒนา,
ฟองคำ ติลกสกุลชัย, บัญจางค์ สุขเจริญ, วิไล เลิศธรรมเทวี และศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์ (บรรณาธิการ), ตำราการพยาบาลเด็กเล่ม 2 (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: พรี-วัน.

โรงพยาบาลสุขุมวิท. (2560). ประโยชน์ของการล้างจมูก. (ออนไลท์). : แหล่งที่มา: http://www.sukumvithospital.com/content.php?id=95

โรคภูมิแพ้ในเด็ก Allergic Rhinitis in Children

โรคภูมิแพ้ในเด็ก Allergic Rhinitis in Children

ภูมิแพ้คือภาวะที่ร่างกายมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ หรือ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานมากกว่าปกติเมื่อพบกับสิ่งกระตุ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น หรืออาหารบางชนิด ซึ่งจะเกิดในคนบางคนอาการของ

โรคภูมิแพ้อากาศหรือโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เป็นความผิดปกติเรื้อรังที่พบบ่อยในเด็กและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นใน ปัจจุบัน โรคภูมิแพ้มักจะเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยเด็ก (มากกว่า 80 % ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ มีอาการก่อนอายุ 20 ปี ) ถึงแม้ว่าจะมีความชุกของการเกิดโรคนี้สูง แต่มักเกิดปัญหาในการวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ แต่ไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นภูมิแพ้ โดยเฉพาะในรายที่มีอาการตลอดทั้งปี ( Perennial Allergic Rhinitis )

 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้

  1. ปัจจัยพันธุกรรม ถ้ามีลูกเป็นโรคภูมิแพ้ แสดงว่าพ่อ-แม่อาจมียีนที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 40% แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ โอกาสที่จะมีลูกเป็นโรคภูมิแพ้ก็มีมากขึ้นถึง 80%
  2. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อให้เกิดภูมิแพ้ ได้แก่ ขนของสัตว์เลี้ยงในบ้าน ขนแมว ขนสุนัข ละอองควันจากท่อไอเสียที่เกิดจากยวดยานพาหนะบนท้องถนน เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องยนต์ดีเซล ก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สปอร์ของจุลชีพ เช่น สปอร์ของเชื้อรา ซึ่งมองไม่เห็น ไรฝุ่นในเครื่องนอน และแมลงสาบในบ้านและชุมชน

ทารกแรกเกิดที่ได้ดื่มนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนจะมีส่วนช่วยป้องกันและลดการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ด้วย นมแม่ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ นมผงผสมมีส่วนทำให้เกิดภูมิแพ้ได้ ไม่ว่าจะเป็นนมวัว หรือ นมถั่วเหลือง ถ้าจำเป็นต้องเลือกนมผสม ให้เลือกสูตรนมผสมที่ผ่านการย่อยโปรตีนที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ (Protein Hydrolysate หรือ Hypoallergenic )และแนะนำให้เริ่มรับประทานอาหารเสริม 1 มื้อ หลังอายุ 6 เดือน ไม่ควรเริ่มเร็วเกินไป การเริ่มอาหารเสริมให้เริ่มทีละ 1 ชนิด ค่อยเป็นค่อยไป

 

อาการของโรคภูมิแพ้อากาศ

  1. น้ำมูกใส จามประจำ แต่ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่นไซนัสอักเสบอาจจะมีน้ำมูกข้นเขียวในจมูกและไอร่วมด้วย
  2. หายใจมีเสียงดังเหมือนเสียงกรน เป็นมากเวลานอน และในบางรายอาจมีอาการกระตุกและหยุดหายใจร่วมด้วย ( Sleep apnea )
  3. ไอเรื้อรัง เนื่องจากมีน้ำมูกหรือเสมหะไหลลงคอมาก หรือในบางรายมีอาการหอบหืดร่วมด้วย
  4. ในรายที่มีภูมิแพ้ของเยื่อลำคอ อาจมีอาการเจ็บคอบ่อยๆ หรือมีเสมหะในคอมาก
  5. ปวดหู ในรายที่มาด้วยภาวะแทรกซ้อนทางหู เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง
  6. ในบางรายมีปัญหาเรื่องการได้ยิน ทำให้มีผลต่อการเรียน
  7. ในบางรายมีปัญหาทางการเจริญเติบโต เช่น น้ำหนักเพิ่มน้อย ทานอาหารได้น้อยลง ฯลฯ

 

การวินิจฉัย

  • การตรวจร่างกายทางหู คอ จมูก โดยละเอียดเพื่อค้นหาโรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น
  • การทำ Skin Test เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และมีประโยชน์ในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ อย่างถูกต้อง การรักษาโดยการให้วัคซีนภูมิแพ้กับผู้ป่วย

 

การป้องกันและหลีกเลี่ยงอาการภูมิแพ้

ในลำดับแรกเราควรหาสาเหตุก่อนว่าสิ่งใดที่ทำให้ลูกเกิดอาการภูมิแพ้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงต่อสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ กำจัดพรม และเครื่องนอนที่ทำมาจากผ้าฝ้าย ผ้าเลนิน ลดปริมาณไรฝุ่นโดยห่อหุ้มที่นอนด้วยพลาสติก  หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น บุหรี่ ยาสูบ น้ำหอม ละอองเกสรดอกไม้ ควันสูบบุหรี่ บางฤดูที่มีดอกไม้และละอองเกสรมาก ควรจัดตารางเวลาออกนอกบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับละอองเกสร สวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง ให้เด็กรับประทานอาหารตามวัย ไม่แนะนำอาหารหลากหลายชนิดเร็วจนเกินไป

 

ยาที่ใช้ควบคุมอาการภูมิแพ้

  1.  ยาต้านฤทธิ์ของ ฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายสร้างและก่อให้เกิดอาการของภูมิแพ้
  2. ยาพ่นจมูก ซึ่งช่วยลดอาการคัดจมูกลง
  3.   Steriod พ่นจมูก ลดการอักเสบบริเวณโพรงจมูก และลดอาการบวม
  4. Leukotriene antagonist เป็นยาที่ต้านฤทธิ์ของสารเคมีในร่างกายทีชื่อ Leukotriene เป็นยาใหม่ที่ใช้ในผู้ป่วยโรคหอบหืด

 

สรุป

โรคภูมิแพ้มีปัจจัยที่เป็นสาเหตุจากทั้งพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้มีการตอบสนองต่อสารต่างๆ ที่โดยปกติไม่ก่อให้เกิดอันตราย   แต่ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ทำให้มีการตอบสนองที่ไวเกินไป และมีการหลั่งฮีสตามีน และทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้  สารที่ก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยๆได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรดอกไม้  สปอร์ของรา รวมถึงฝุ่นและมลพิษมี่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ของ

 

 

อ้างอิง

ประสิทธิ์ เชาวกิจเจริญ. โรคภูมิแพ้ในเด็ก. [ออนไลน์]  2560 [อ้างเมื่อ 8 สิงหาคม 2560]. จาก
http://www.prasitclinic.com/system/app/pages/sitemap/hierarchy

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . โรคภูมิแพ้และหอบหืดในเด็ก [ออนไลน์] 2560 [อ้างเมื่อ 8

สิงหาคม 2560]. จากhttp://www.med.cmu.ac.th/hospital/nped/2011/index.php?option=
com_content&view=article&id=108:allergy-and-asthma&catid=93:child-care1

การอบรมเลี้ยงดูลูก

การอบรมเลี้ยงดูลูก

การอบรมเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ปัจจุบันทฤษฎีที่มีความสำคัญและสามารถอธิบายลักษณะและผลกระทบของความสัมพันธ์นี้ได้ดีคือทฤษฎีความผูกพัน

Continue reading

เด็ก (Child หรือ Childhood)

เด็ก

(Child หรือ Childhood) 

นางรวงดี ชีวะสุทโธ

 

ตามประสาพยาบาลที่ชีวิตประจำวันใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่แต่อย่างไรก็ดีมีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยเด็กอยู่เป็นครั้งคราว จึงใช้เวลาทบทวนตัวเองและแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับ “เด็ก” ดังนี้ Continue reading

ส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้รักการอ่านด้วยกิจกรรมง่ายๆ

ส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้รักการอ่านด้วยกิจกรรมง่ายๆ

 

การอ่านเป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องโดยเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมวัย การเตรียมความพร้อมทักษะด้านการอ่านจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพ่อแม่ ต้องฝึกทักษะเฉพาะตั้งแต่ช่วงปฐมวัยก่อนที่เด็กจะเข้าเรียนในชั้นอนุบาล โดยเด็กควรมีประสบการณ์ในการอ่านผ่านเรื่องราวประสบการณ์ ที่เด็กสนใจ ทั้งการอ่านภาพจากหนังสือนิทาน อ่านเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์  เมื่อเด็กอยู่ในวัยอนุบาลเด็กวัยนี้จะซึมซับและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวได้ง่ายและรวดเร็ว คุณครูจะปลูกฝังและส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เด็กเกิดความคุ้นเคยและชินกับการอ่านหนังสือจนพัฒนาเป็นนิสัยรักการอ่าน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา ส่งเสริมทักษะการฟัง กระตุ้นจินตนาการและความคิดรวบยอด เป็นการพัฒนาศักยภาพสมองเด็กปฐมวัยผ่านการอ่านระยะที่เด็กเริ่มเข้าโรงเรียน มีพัฒนาการด้านสังคมและสติปัญญามากขึ้น สามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษาได้ดี จดจำเด็กจะเล่นสนุกกับคำ และหาวิธีสื่อความหมายด้วยตัวเลข ในระยะนี้เด็กจะพัฒนา วิเคราะห์และสร้างสรรค์ทักษะในการสื่อความหมาย มีการใช้ถ้อยคำสำนวนการเปรียบเทียบ และภาษาพูดที่เป็นนามธรรมมากขึ้น Continue reading

งานคลินิกเด็กดีเพื่อส่งเสริมสุขภาพของเด็ก

งานคลินิกเด็กดีเพื่อส่งเสริมสุขภาพของเด็ก      

            คลินิกสุขภาพเด็กดี (Well Baby Clinic) เป็นหน่วยบริการสุขภาพสำหรับเด็กดี ซึ่งเปิดบริการตามโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทย งานบริการของคลินิกสุขภาพดี เป็นงานหลักสำคัญของงานการดูแลส่งเสริมสุขภาพเด็ก (Child health supervision หรือ Well child care)

คลินิกสุขภาพเด็กดีเป็นหน่วยบริการสาธารณสุขที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และมีบทบาทในการเสริมสร้างให้เด็กมีสุขภาพดี มีพัฒนาการสมวัยตั้งแต่แรกเกิด ด้วยบริการที่ดูแลเด็กปกติให้มีสุขภาพแข็งแรง เติบโตทั้งทางกายและสติปัญญาได้เต็มศักยภาพ พร้อมวุฒิภาวะทางอารมณ์ ให้การป้องกันโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนตลอดจนให้คำแนะนำแก่ครอบครัว การป้องกันอุบัติเหตุและการได้รับสารพิษ เพื่อให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว

 

หลักการและเหตุผลของการจัดบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี

เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ เนื่องจากเหตุผลหลายประการ คือ

  1. เป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเร็วมาก อวัยวะที่เจริญมากที่สุดระยะนี้คือ สมอง ฉะนั้นถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสติปัญญา ซึ่งสามารถแก้ไขได้น้อยหรือไม่ได้เลยในระยะต่อมา
  2. เป็นวัยที่มีอัตราตายสูงกว่าวัยอื่น และ เป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อมากกว่าวัยอื่น เนื่องจากร่างกายยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดี และภูมิคุ้มกันโรคบางอย่างไม่สามารถถ่ายทอดมาจากแม่ได้
  3. เป็นวัยที่เริ่มมีการพัฒนาทางบุคลิกภาพที่สำคัญ อันจะเป็นรากฐานของบุคลิกภาพที่ดีต่อไปในอนาคตเด็กที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพ่อแม่ ได้รับความรัก ความอบอุ่นและการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี จะทำให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีเป็นมิตรต่อทุกคน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแลสุขภาพของเด็กวัยนี้อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

เด็กจึงควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้มีพัฒนาการอย่างเป็นองค์รวม หมายถึง พัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคม จากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กและผู้เกี่ยวข้อง

 

วัตถุประสงค์ของการจัดบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี

  1. การส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการ เด็กปฐมวัยได้รับการประเมินพัฒนาการ การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ ตามบริการมาตรฐานเด็กปฐมวัยได้รับการส่งเสริมให้มีสุขภาพดีทุกด้าน เช่น ด้านพัฒนาการ การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขภาพกายและทันตสุขภาพ หากพบความผิดปกติจะได้ให้การช่วยเหลือหรือแนะนำตั้งแต่แรกเริ่ม พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็ก ได้รับความรู้และทักษะการอบรมเลี้ยงดู เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีในทุกด้านตั้งแต่แรกเกิด
  2. การลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคและความผิดปกติที่เป็นปัญหาต่อการเติบโตและพัฒนาการเด็ก เฝ้าระวังและวินิจฉัยโรคแต่เริ่มแรก และให้การรักษาทันที เช่น ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด การมองเห็น การได้ยิน ภาวะโลหิตจาง
  3. เด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคครบตามเกณฑ์

 

หลักการทั่วไปของการจัดบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี

  1. การซักถามข้อมูลการเลี้ยงดู การให้อาหาร ความวิตกกังวลของพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเรื่องพัฒนาการ และพฤติกรรมของเด็ก ตลอดจนความสัมพันธ์ของพ่อแม่และบุคคลในครอบครัว โรคทางพันธุกรรม ค่านิยม ความเชื่อต่างๆ
  2. การตรวจคัดกรองการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาการ การแปลผลการประเมิน โดยให้พ่อแม่มีส่วนร่วมและมีการรับรู้ในการประเมินผลการตรวจคัดกรอง และสังเกตสัมพันธภาพระหว่างเด็กกับพ่อแม่ หรือพ่อกับแม่ที่อาจมีผลกระทบต่อการเลี้ยงดูหรือการกระทำรุนแรงต่อเด็ก
  3. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตามที่กำหนด อธิบายประโยชน์ อาการข้างเคียง และการดูแลภายหลังการได้รับภูมิคุ้มกันโรค
  4. การให้คำแนะนำล่วงหน้า (Anticipatory guidance) การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารตามวัย การส่งเสริมพัฒนาการการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การป้องกันอุบัติเหตุ และการส่งเสริมพัฒนาการ

 

บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรสุขภาพในคลินิกเด็กดี

บุคลากรในการให้บริการดูแลสุขภาพเด็ก ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยาพัฒนาการ เป็นต้น การให้บริการครอบคลุมในเรื่องต่อไปนี้

1.สัมภาษณ์พูดคุยเพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน และภูมิหลังของเด็ก บิดามารดา และครอบครัวในด้านสุขภาพทั่วไป โรคทางพันธุกรรม ค่านิยม ความเชื่อต่างๆ

  1. ประเมินการเจริญเติบโต และสภาพโภชนาการ โดยอาศัยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ แล้วเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานของการเติบโตปกติ
  2. ประเมินพัฒนาการของร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และพฤติกรรม ทำได้โดยการซักถาม และใช้เครื่องมือทดสอบพัฒนาการง่ายๆ ในกรณีที่สงสัยจึงจะใช้เครื่องมือทดสอบพัฒนาการ เช่น Denver Developmental Screening Test (DDST) และการทดสอบอื่นๆ โดยนักจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก
  3. ตรวจร่างกายตามระบบเพื่อค้นหาความผิดปกติ ในการตรวจสุขภาพ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายทุกระบบและอาจตรวจเน้นเป็นพิเศษ เช่น ตรวจหาความผิดปกติแต่กำเนิด ตรวจการได้ยินและการพูด เป็นต้น
  4. การตรวจคัดกรองเพื่อหาความบกพร่องที่แอบแฝง

5.1 ตรวจคัดกรองด้านเมตาบอริกและต่อมไร้ท่อ เช่น โรค Phenylketonuria, Hypothyroid

5.2 ตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการ เช่น หาระดับของ Hb, Hct

  1. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตามนโยบาย และตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของชาติ
  2. แก้ไขปัญหาที่พบตั้งแต่ระยะต้น และติดตามฟื้นฟูแก้ไขสภาพผิดปกติที่เกิดขึ้น
  3. แนะนำส่งเสริมทันตอนามัย ตรวจสุขภาพปากฟัน และเสริมฟลูออไรด์
  4. สังเกต แนะนำ และแก้ไขปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัว
  5. การให้คำแนะนำล่วงหน้า (Anticipatory guidance) เป็นแนวทางที่ควรปฏิบัติในช่วงอายุต่างๆ เช่น การให้อาหารตามวัย การป้องกันอุบัติเหตุ การเลี้ยงดูเด็ก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆของเด็ก เป็นต้น โดยอาจให้คำแนะนำเป็นกลุ่ม สาธิต และเป็นรายบุคคล เพื่อให้บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็กมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถส่งเสริมสุขภาพเด็กได้ถูกต้องทุกด้าน รวมทั้งการจัดหาของเล่นเพื่อกระตุ้นพัฒนาการให้เหมาะสม

 

กิจกรรมบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี

1.การซักประวัติ

2.การตรวจร่างกาย

2.1 ตรวจร่างกายทั่วไป

2.2 ประเมินพัฒนาการ

2.3 น้ำหนัก/ ส่วนสูง    ประเมินภาวะโภชนาการ

2.4 เส้นรอบวงศีรษะ

2.5 ความดันโลหิต

2.6 ช่องปาก และ ฟัน

2.7 สายตา

2.8 การได้ยิน

3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

3.1 ระดับฮีโมโกลบิน/ฮีมาโตคริต

3.2 ตรวจปัสสาวะ

4.คัดกรองในพื้นที่ที่มีภาวะเสี่ยง

4.1 ตะกั่ว

4.2 อื่น ๆ

5.การให้วัคซีนป้องกันโรค

  1. การจ่ายยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก (1 ช้อนชา/สัปดาห์)

            7.การให้คำแนะนำปรึกษา

     7.1 การให้คำปรึกษาตามโรงเรียนพ่อแม่

7.2 สื่อ/ ทีวี/ อินเทอร์เน็ตที่มีผลต่อเด็ก

7.3 การป้องกันการกระทำรุนแรง และอุบัติเหตุ

  1. พบทันตบุคคลากร

9.พบแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ

การเสริมสร้างให้เด็กมีสุขภาพดี มีพัฒนาการสมวัย เป็นความปรารถนาสูงสุดของพ่อแม่ครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก คลินิกสุขภาพเด็กดีมีบทบาทในการเสริมสร้างให้เด็กมีสุขภาพดี รวมถึงสร้างเสริมสัมพันธภาพอันดีระหว่างผู้ให้บริการกับเด็ก บิดามารดา ครอบครัว และชุมชน

 

อ.สุนทรี รักความสุข

การดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก

การดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก

การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีให้กับลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องปูพื้นฐานเรื่องการแปรงฟันให้กับลูกตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ เพราะถ้ามาเริ่มฝึกกันตอนโต ก็อาจจะสายไป ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้ลูกเห็นด้วย ควรดูแลฟันน้ำนมของลูกน้อยเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าฟันน้ำนมก็จะหลุดไปเอง แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ฟันน้ำนมจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กสามารถเคี้ยว กัด และพูดชัด นอกจากนี้ ฟันน้ำนมยังสร้างพื้นที่เตรียมไว้สำหรับฟันแท้ และช่วยให้ฟันแท้งอกขึ้นมาในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย

ฟันน้ำนมและฟันแท้ของลูกจะขึ้นเมื่อไหร่

สำหรับฟันน้ำนมซี่แรกที่จะเริ่มขึ้นมาจากเหงือกก็ตอนที่ลูกอายุประมาณ 6 เดือนต่อเนื่องไปจนถึง 3 ขวบที่ฟันน้ำนมจะขึ้นเต็มปาก ให้สังเกตง่ายๆ ว่าถ้าลูกฟันน้ำนมเริ่มขึ้น จะมีอาการคันเหงือก น้ำลายไหลมาก ลูกอยากกัดทุกอย่างที่เห็นเพื่อพยายามลดอาการเจ็บปวด  ลูกจะหงุดหงิด งอแง แนะนำให้หาอะไรเย็นๆ แข็งๆ ให้ลูกกัด อย่างแครอทหั่นแท่งแล้วแช่ให้เย็น หรือห่วงกัดสำหรับเด็ก

การดูแลช่องปากและฟัน ในช่วงที่เป็นฟันน้ำนม เพราะลูกวัยนี้ถ้าจะให้แปรงฟันเองก็คงจะยังไม่ถนัด ฉะนั้นการทำความสะอาดคราบนม คราบอาหารในช่องปาก ให้เอาผ้าก๊อซพันที่นิ้วแล้วจุ่มกับน้ำสะอาดที่ต้มสุกแล้ว เช็ดที่บริเวณเหงือกและฟันของลูก  ทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน

ฟันแท้ของลูกจะขึ้นเมื่อไหร่

สำหรับฟันแท้ของเด็กๆ จะขึ้นหลังจากที่ฟันน้ำนมค่อยๆ ทยอยหลุดออกไป จากนั้นเมื่อลูกอายุได้ 6 ขวบฟันแท้ซี่แรกก็จะขึ้นมาแทนทีฟันน้ำนมที่หลุดไป ส่วนใหญ่ถ้าสังเกตดีๆ ฟันคู่หน้ามักจะขึ้นมาก่อนเสมอ เมื่อลูกอายุได้ 12 ขวบ ฟันแท้จะขึ้นเต็มปาก ซึ่งฟันแท้จะมีทั้งหมด 32 ซี่

การดูแลช่องปากและฟัน เมื่อลูกอายุได้ 1 ขวบคุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มสอนให้ลูกรู้จักการใช้แปรงสีฟันได้แล้ว ช่วงแรกๆ อาจต้องแปรงให้ลูก เพราะเขายังแปรงเองได้ไม่ถนัด ส่วนยาสีฟันให้ใช้เป็นยาสีฟันสำหรับเด็ก บีบลงบนแปรงขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว และควรพาลูกไปพบคุณหมอฟันบ่อยๆ เพื่อตรวจสุขภาพของฟัน และเมื่อลูกอายุได้ 3 ขวบ เขาจะเริ่มแปรงฟันเองได้ถนัดมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกแปรงฟันเอง แต่หลังจากเด็กๆ แปรงฟันเสร็จต้องเช็ดดูอีกทีว่าสะอาดหรือเปล่า หากยังไม่สะอาดคุณแม่ควรต้องช่วยแปรงฟันซ้ำให้อีกครั้ง เมื่อลูกอายุ 5 ขวบขึ้นไปแล้วเขาจะใช้แปรงสีฟันได้เองถนัดมากขึ้น และแปรงได้สะอาดมากกว่าแต่ก่อน

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า เด็กที่ฟันน้ำนมผุจะมีโอกาสเกิดฟันผุมากกว่าคนทั่วไปเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณจึงควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟัน การรักษาความสะอาดฟันน้ำนมของลูกนั้นสำคัญ แต่เมื่อฟันแท้งอกขึ้นมา การทำความสะอาดฟันจะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะฟันเหล่านี้จะอยู่กับลูกของคุณไปจนตลอดชีวิต หากคุณเห็นว่าลูกของคุณมีโอกาสสูงที่จะเกิดฟันผุ ก็ควรลดของว่างประเภทแป้งอย่างแครกเกอร์และมันฝรั่งทอดลง และจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จำไว้ว่าการให้ลูกดื่มน้ำหวานหลายครั้งต่อวัน หรือปล่อยให้ลูกหลับไปพร้อมกับขวดนมในปากระหว่างนอนกลางวันหรือในตอนกลางคืน อาจเป็นอันตรายต่อฟันของลูกได้

การแปรงฟันและการขัดฟัน
การแปรงฟันให้ลูกได้เมื่ออายุครบ 2 ขวบ ควรบีบยาสีฟันปริมาณน้อย เท่าเมล็ดถั่วเขียวเท่านั้น เด็กเล็กมักจะชอบกลืนยาสีฟันตอนแปรงฟันและไม่ยอมบ้วนออกมา ดังนั้นจึงควรให้ลูกแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เมื่อลูกโตพอแล้วเท่านั้นและควรมีผู้ใหญ่ดูแลขณะแปรงฟัน เมื่อฟันงอกขึ้นมาชิดกันสองซี่ จะต้องขัดฟันให้ลูกทันทีอย่างน้อยวันละครั้ง จะใช้ไหมขัดฟันแบบธรรมดาหรือแบบมีด้ามจับพลาสติกก็ได้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง ลูกจะอยากแปรงฟันด้วยตัวเอง ซึ่งคุณจะอนุญาตก็ได้ แต่ควรแปรงฟันให้ลูกอีกครั้งหนึ่งเสมอ เพราะเด็กส่วนใหญ่ยังแปรงฟันไม่เป็นจนถึงอายุ 8 ขวบ

โภชนาการ
อาหารที่ลูกของคุณรับประทานนั้นสำคัญต่อสุขภาพฟันก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ความถี่ในการรับประทาน การรับประทานขนมขบเคี้ยวบ่อย ๆ จะทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุมากขึ้น

ฟันผุเกิดจากการปล่อยให้อาหารที่มีน้ำตาลตกค้างอยู่ในช่องปากเป็นเวลานาน แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนฟันของคุณจะกินเศษอาหารเหล่านี้ และปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน ระหว่างมื้ออาหารหรือของว่าง น้ำลายจะชะล้างกรดเหล่านี้ออกไป แต่หากลูกของคุณรับประทานอาหารอยู่ตลอดเวลา เวลาในการชะล้างกรดเหล่านี้อาจจะไม่พอ คนส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงน้ำตาลก็จะนึกถึงน้ำตาลที่พบในลูกอมหรือขนมอบ แต่ที่จริงแล้วอาหารทุกชนิดต่างก็มีคาร์โบไฮเดรตที่จะแตกตัวเป็นน้ำตาลด้วยกันทั้งนั้น

การจัดฟันในเด็ก
ปัจจุบันมีเด็กจัดฟันกันมากขึ้น เด็กบางคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับฟันจะเริ่มจัดฟันตั้งแต่ 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฟันแท้กำลังงอกและปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยการจัดฟันเริ่มจะปรากฏให้เห็น และเนื่องจากขากรรไกรกำลังเจริญเติบโต จึงเป็นเวลาที่เหมาะกับการประเมินช่องปากของเด็กอย่างยิ่ง

ฟันแท้จะต้องแปรงและขัดฟันเป็นประจำ โดยทันตแพทย์จะแนะนำให้ลูกแปรงฟันและขัดฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร ในการเริ่มดูแลฟันแท้ของลูกน้อยนั้น คุณจะต้องแปรงและขัดฟันให้ลูกจนกว่าจะโต และต้องใช้ยาสีฟันและแปรงสีฟันสำหรับเด็กเท่านั้น แปรงสีฟันสำหรับเด็กจะมีขนนุ่มกว่าของผู้ใหญ่และไม่ทำให้ฟันและเหงือกบาดเจ็บ นอกจากนี้ ให้คุณลองใช้ไหมขัดฟันสำหรับเด็กที่มีด้ามจับเพื่อสอนให้ลูกขัดฟันด้วยตัวเอง   เมื่อลูกอายุครบ 6 ขวบ ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด ดังนั้น ควรปล่อยให้ลูกโยกฟันจนกระทั่งฟันหลุดออกมาเอง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความเจ็บปวดและเลือดออกจากฟันหักได้

จะเห็นได้ว่าการเ ลือกอาหาร หรือขนมที่ไม่มีน้ำตาล หรือไม่หวานให้ลูกรับประทานหรือหลังจากรับประทานแล้ว สอนลูกบ้วนปากและแปรงฟันให้ได้ด้วยตัวเอง เมื่อลูกสามารถบ้วนปากได้อาจเริ่มสอนให้ลูกแปรงฟันด้วยตัวเอง โดยการจับมือลูกหัดก่อน และใช้ยาสีฟันขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว รวมทั้งเลือกยาสีฟันสำหรับเด็กที่ไม่มีฟลูออไรด์ เพราะถึงแม้ลูกจะบ้วนปากได้  แต่เวลาแปรงฟันอาจจะเผลอกลืนยาสีฟันลงไป ซึ่งการกลืนฟลูออไรด์ลงไปในเด็กเล็กอาจทำให้ฟันตกกระ หรือเป็นรอยด่างได้ เมื่อลูกฟันขึ้นต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งคือ เช้า และ ก่อนนอน หรือแปรงฟันทุกครั้งหลังกินอาหารแล้ว  และพาลูกไปพบหมอฟันตั้งแต่เด็กๆ และอย่าขู่เด็กให้กลัวหมอฟัน เพราะจะทำให้เด็กฝังใจจนไม่อยากไปพบหมอฟันในครั้งต่อไป

 

เอกสารอ้างอิง

1.จันทนา  อึ้งชูศักดิ์. เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน. (ออนไลน์) 2552 (วันที่สืบค้น 17 พฤศจิกายน 2558). เข้าถึงได้จาก  http://www.naewna.com/news.asp?ID=149202

2.เมธินี ศุปพิทยานนท์ และ สุพรรณี ศรีวิริยกุล. การเสริมสร้างสุขภาพช่องปาก: ประตูสู่สุขภาพที่ดีในทุกช่วงวัยของชีวิต. นนทบุรี: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2556.

อ.สุนิภา