6Q สู่ศักยภาพที่สร้างได้ในเด็ก

6Q สู่ศักยภาพที่สร้างได้ในเด็ก (อาจารย์ทุติยรัตน์   รื่นเริง)

ปัจจุบันกระแสความนิยมของผู้ปกครอง ต่างก็ต้องการให้ลูกน้อยของตนมีความฉลาดทางสติปัญญา(IQ) เพิ่มมากขึ้น จนลืมนึกไปว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพนั้น ความรู้เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ในการพัฒนาศักยภาพที่ดีแก่เด็ก มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มต้นพัฒนากันตั้งแต่ช่วงปฐมวัย โดยในระยะเริ่มแรกผู้ปกครองต้องคอยดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยของท่านอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีพัฒนาการทุกด้านเหมาะสมตามช่วงวัยของตนเอง แต่ด้วยในปัจจุบันวิทยาการ ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทำให้มนุษย์เราต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนเองเพิ่มมากขึ้น จนเกิดเป็นความสามารถด้านอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งแต่ละด้านล้วนมีความสำคัญแตกต่างกันไป

IQ : Intelligence Quotient  หมายถึง ความสามารถทางด้านสติปัญญา และความสามารถในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการวิเคราะห์ ส่งเสริมโดยการฝึกให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเป็นประจำ ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสด้านต่างๆ เช่น การมองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และการสัมผัสสิ่งต่างๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้สมองได้เกิดการเรียนรู้ หรือให้เด็กได้ลองเล่นด้วยตนเองโดยมีผู้ปกครองคอยชี้แนะแนวทาง

EQ : Emotional Quotient หมายถึง ความสามารถทางด้านอารมณ์ การแสดงออกได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีความเชื่อมั่นในตนเอง มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ซึ่งผู้ปกครองเสริมสร้างด้วยการให้เด็กฝึกทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้สมาธิ เช่น การฟังเพลง การอ่านนิทาน โดยในขณะที่เล่าเรื่องให้เด็กฟังนั้น เมื่อตัวละครในเรื่องเจอปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ผู้ปกครองควรชี้แนะวิธีการคิดแก้ไขปัญหาให้แก่เด็ก

CQ : Creativity Quotient หมายถึง ความสามารถทางด้านศิลปะ การคิดอย่างสร้างสรรค์ จินตนาการในการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เช่น การเล่น การทำงานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของ ดังนั้น CQ จึงสัมพันธ์กับเรื่องของการใช้จินตนาการผ่านการเล่น หรือในการทำกิจกรรมต่างๆ หากเด็กมีอิสระสามารถทำอะไรตามความชอบและเหมาะกับวัยของตนเอง เด็กก็จะมีความคิดสร้างสรรค์ สำหรับกิจกรรมที่จะช่วยพัฒนา ได้แก่ การทำงานศิลปะต่างๆ การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น

MQ : Moral Quotient หมายถึง ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม มีความคิดที่ดี รู้จักรับผิดชอบและประพฤติตนเป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต เด็กที่มี MQ ดีมักเป็นเด็กเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ส่วนการที่เด็กจะมี MQ ได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการสอนให้เด็กรู้จักถูกผิด ผู้ใหญ่ต้องปฏิบัติให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างอย่างสม่ำเสมอ

PQ : Play Quotient  หมายถึง ความสามารถที่เกิดจากการเล่น จึงเน้นให้เด็กได้เล่นกับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ถือเป็นสื่อทางการเล่นที่ดีที่สุดของลูก ในขณะที่พ่อแม่เล่นกับลูกและพยายามอธิบายหรือสอดแทรกความรู้ในเรื่องต่างๆ ให้แก่ลูกนั้น ถือเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการให้เกิดขึ้นกับลูกได้ดีกว่าของเล่นชนิดอื่น

AQ : Adversity Quotient หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหา ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ดังนั้นความฉลาดในด้านนี้จึงเป็นการเรียนรู้มาตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ โดยซึมซับมาจากผู้ใหญ่ พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกเผชิญกับปัญหา และให้เขาได้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง อาจมีการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้แก่เด็ก แต่ไม่ควรบอกทั้งหมด

สำหรับการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ให้แก่เด็กปฐมวัยนั้น ควรพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการบังคับให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านให้อยู่ในขั้นดีทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นไปไม่ได้ ผู้ปกครองจึงมีหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่ลูกของท่านและเฝ้าสังเกตการณ์ถึงพัฒนาการความสามารถของเด็กแต่ละคน เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีศักยภาพรอบด้านควบคู่ไปกับการให้ความรัก ความเอาใส่ใจจากครอบครัว รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมให้มีความเหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็กด้วย

อาหารสำหรับเด็กปฐมวัย

อาหารสำหรับเด็กปฐมวัย (อาจารย์ณัฏฐพัชร์  การัณยศิลป์)

อาหารนับว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ผลต่อพัฒนาการ สติปัญญา บุคลิกภาพ เด็กปฐมวัยจึงต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่โดยเฉพาะทางด้านอาหารและโภชนาการ เด็กวัยนี้จะมีความสนใจเรื่องการรับประทานอาหารน้อยลง เนื่องจากมีความสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้นและห่วงการเล่น ควรให้ความสำคัญกับการเลือกโภชนาการที่เหมาะสมให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับอาหารเพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ หลักการจัดอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2546)

  1. ควรจัดอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เน้นกรรมวิธีผ่านความร้อน ไม่ควรเตรียมนานเกิน 2 ชั่วโมงก่อนรับประทาน (สำนักอนามัยและสิ่งแวดล้อม, 2547)
  2. ควรให้ร่างกายได้รับไขมันที่พอเหมาะ คือประมาณร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด
  3. ควรให้เด็กรับประทานน้ำตาลแต่พอควร ถ้ามากเกินไปจะทำให้เกิดโทษ
  4. ควรให้เด็กรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ อาหารที่ให้ใยอาหารเป็นส่วนของพืชที่ร่างกายย่อยไม่ได้
  5. ควรให้เด็กรับประทานอาหารรสธรรมชาติ งดเว้นอาหารรสจัดทุกชนิด ควรลดการใช้เกลือและอาหารที่มีโซเดียมสูง
  6. ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่มีส่วนป้องกันโรคมะเร็ง ได้แก่ การเพิ่มผักและผลไม้ให้มากขึ้น ละเว้นอาหารที่ไหม้เกรียมอาหารที่มีความชื้นจนเกิดเชื้อรา
  7. ควรให้เด็กรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม จากระบบทางเดินอาหารของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่ ควรหาวิธีจูงใจให้เด็กอยากรับประทานอาหารและถ้าเด็กไม่ยอมรับประทานควรแยกอาหารชนิดนั้นออกไปก่อน ปล่อยให้เด็กได้ปรับตัวในการรับประทานอาหารมื้อต่อไป (กองโภชนาการ กรมอนามัยกระทรวงสาธารณะสุข, 2546)

ผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการ ให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ ฝึกให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกชนิด เพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ในการปรุงอาหารของพ่อแม่ในแต่ละมื้อถ้าเป็นไปได้ควรให้เด็กได้เข้าร่วมและให้ลูกช่วยเหลือในสิ่งที่เหมาะสมตามวัย ให้เด็กได้สังเกตด้วยการใช้ประสาทสัมผัส ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงในขณะอยู่กับครอบครัว เป็นการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมให้กับเด็ก

นอกจากผู้ปกครองแล้วครูก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กในด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารด้วยการจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ นิทานชุดพหุปัญญา เรื่อง นานา ชอบผักและผลไม้ หรือนานา ทำขนมบัวลอย ซึ่งเนื้อหาในนิทานจะมุ่งสอนในเรื่องของความพอประมาณตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความมีวินัยในตนเอง รวมถึงความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมในการดูแลร่างกายของตนเองให้มีสุขภาพแข็งแรง รู้จักเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งยังสอดแทรกความรู้เรื่องรูปร่าง รูปทรงเรขาคณิต ทิศทาง และการเปรียบเทียบสีต่างๆ เป็นการเสริมทักษะเรื่องมิติสัมพันธ์ให้กับเด็กอีกด้วย ด้วยเนื้อหาที่สนุกสนานบวกกับภาพประกอบสีสันสวยงามของนิทาน จึงถือเป็นการดึงดูดเด็กๆ ให้หันมาสนใจในเรื่องการรับประทานอาหาร และเด็กสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้จากนิทานไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

กิจกรรมและการเล่น สำหรับเด็กปฐมวัย

กิจกรรมและการเล่น สำหรับเด็กปฐมวัย (อาจารย์สัจจพร  ศรีบุตร)

การเล่น เป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็ก เพราะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็ก เป็นโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง การเล่นยังเป็นกิจกรรมที่ให้ความสุข สนุกสนานเพลิดเพลินแก่เด็ก โดยไม่มีการบังคับใด และยังเป็นวิธีการหรือแนวทางที่เด็กจะช่วยให้ตนเองสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลงความคิด ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงรอบตัว ให้เป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข กิจกรรมการเล่นมีประโยชน์ต่อเด็กในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกส่วน ด้านร่างกาย เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก และกล้ามเนื้อใหญ่, ด้านอารมณ์ – จิตใจ เด็กจะร่าเริงเบิกบาน มีอิสระในการเลือกเล่นสิ่งที่ตนสนใจ, ด้านสังคม เด็กรู้จักตนเอง รู้จักบุคคลรอบด้าน (จากการเล่นสมมุติ) รู้จักเพื่อนที่เล่นด้วย ขณะเล่นเด็กได้มีโอกาสรู้จักบทบาทของตนเองและผู้อื่น รู้จักการรอคอย อดทนต่อความไม่สมหวัง รู้จักการแบ่งปัน รู้จักการร่วมมือกับคนอื่น เป็นต้น, ด้านสติปัญญา เด็กได้หัดใช้ความคิด ตัดสินใจแก้ปัญหา ได้มีโอกาสสืบค้นหาคำตอบ การเล่นจึงเป็นส่วนในการเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็ก

ครอบครัวควรให้ความสำคัญกับการเล่นของเด็ก โดยเฉพาะการเล่นอย่างอิสระ ควรส่งเสริมให้ลูกได้เล่นโดยใช้จินตนาการของตัวเอง ที่จะช่วยพัฒนาสมองของเด็ก และสร้างแบบการเล่นของตนเองอยู่ แสดงความเป็นตัวเอง ตามธรรมชาติของเด็กวัยนี้เด็กจะเล่นอยู่ตลอดเวลาที่ครอบครัวจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็กผ่านการเล่นด้วยความรัก และเข้าใจ เพื่อนเล่นของเด็กที่บ้าน คือ พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง และเพื่อนบ้าน ลักษณะการเล่นที่บ้านของเด็กมีลักษณะสอดคล้องกับกิจกรรมเสรีที่โรงเรียน ครอบครัวสามารถสร้างกิจกรรมการเล่นให้แก่เด็กได้ง่าย การเลือกของเล่นจึงมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการในแต่ละวัย เด็กในวัยแรกเกิด – 6 เดือน ควรเล่นของเล่นประเภทที่มีสีสันสดใส มีเสียง สามารถบีบแล้วเกิดเสียงได้ เช่น กล่องดนตรี โมบายกราฟฟิก  เด็กในวัย 6 – 12 เดือน ควรเล่นของเล่นที่มีผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน ของเล่นประเภทฝึกการเคลื่อนไหวมือ นิ้วมือ และขา เช่น ลูกบอลนุ่ม ยางกัดรูปทรงต่างๆ เด็กในวัย 1 – 2 ขวบ ควรเล่นของเล่นประเภทพัฒนาการกล้ามเนื้อแขน ขาในการทรงตัว และการบังคับทิศทาง ประเภทส่งเสริมจินตนาการ เช่น ของเล่นประเภทลากจูง การปั้นดินน้ำมัน และเด็กในวัย 2 – 6 ขวบ  ควรเล่นของเล่นส่งเสริมพัฒนากล้ามเนื้อมือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน เสริมความคิดและสติปัญญา เสริมบทบาทสมมุติ  เช่น ม้าโยก จักรยานสามล้อ ฝึกร้อยลูกปัด ชุดของเลียนแบบของจริง  เป็นต้น

กล่าวได้ว่าการเล่นมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาแก่เด็กในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านความคิด จินตนาการ ภาษา การเรียนรู้กฎระเบียบทางสังคม วัฒนธรรมซึ่งการเล่นจะดึงเอาความรู้สึกนึกคิดของเด็กออกมา และที่สำคัญการเล่นมีส่วนช่วยพัฒนาจิตใจของเด็กด้านการมีคุณธรรมจริยธรรมให้สูงขึ้นผ่านการเล่นที่ต้องมีการเอื้อเฟื้อแบ่งปันร่วมกัน รวมถึงพัฒนาการทางด้านสังคมด้วย เพราะการเล่นเด็กจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู หรือบุคคลอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็ก ต้องให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการเล่นอย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อที่การเล่นจะได้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาเด็กปฐมวัยต่อไป

เล่นสนุกเรียนรู้ได้ด้วยกิจกรรมและสื่อเทคโนโลยีในปฐมวัย

เล่นสนุกเรียนรู้ได้ด้วยกิจกรรมและสื่อเทคโนโลยีในปฐมวัย (อาจารย์ฐิตารีย์  ดิษาภิรมย์)

ปัจจุบันเรื่องของภาษาถือเป็นเรื่องสำคัญ การพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาเป็นข้อได้เปรียบสำหรับเด็กที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว โดยเฉพาะในโลกยุคดิจิทัล มีงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นที่ได้สนับสนุนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด – 8 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองพัฒนาเต็มที่ เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็วดีกว่าเรียนรู้ในวัยผู้ใหญ่ เราสามารถส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนรู้สองภาษาได้จากการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับครอบครัวหรือเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ในห้องเรียน สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครู ควรคำนึงถึงการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม มีหนังสือภาพ หนังสือคำศัพท์ หนังสือนิทาน ที่เด็กๆ สามารถเปิดอ่านได้เอง หรือเล่าให้ฟังภายในครอบครัว ในห้องเรียนกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาที่ดี ควรเป็นกิจกรรมที่สนุก กระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นอยากเรียนรู้ด้วยตนเอง เน้นสื่อสารด้วยความเข้าใจ มากกว่ามุ่งเน้นเรื่องไวยากรณ์ และสอดคล้องเหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน กระตุ้นในเด็กตั้งแต่ยังเล็ก และสิ่งที่ควรพิจารณาในการจัดกิจกรรม มีดังนี้

  1. ช่วงอายุที่เหมาะสม แนะนำสำหรับเด็กที่อายุมากกว่าสองขวบขึ้นไป สามารถดูสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวันภายใต้การดูแลของผู้ปกครองหรือครู
  2. เนื้อหาของสื่อควรถูกคัดเลือกและการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมตามวัย และตามความสามารถในการเรียนรู้ด้าน ในปัจจุบัน มีหนังสือ ARBOOKS ที่ส่งเสริมด้านสองภาษาจัดทำออกมามากมาย เด็กๆ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมจากการทำกิจกรรมใน Application ที่มีอยู่ในมือถือ หรือ แท็บเล็ต อาจเป็นเพลงที่ใช้คำซ้ำง่ายๆ นิทานที่มีคำศัพท์ที่เหมาะสมตามพัฒนาการทางภาษา หนังสือเสริมความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ต่างๆ เช่น Number 1-10 ,Shape, Color , ABC เป็นต้น
  3. การมีปฏิสัมพันธ์ในขณะที่ทำกิจกรรมเป็นสิ่งสำคัญ เด็กเล็กต้องการกำลังใจ การพูดเสริมแนะนำด้วยถ้อยคำที่อบอุ่น เรียนรู้ไปด้วยกันระหว่างครอบครัว

การสร้างเด็กสองภาษาด้วยสื่อหรือเทคนิคกิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก พ่อแม่ หรือคุณครูสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆกับเด็กได้ สิ่งสำคัญคือความสนุกที่จะเรียนรู้ภายใต้สื่อต่างๆมากมายที่เหมาะสมตามวัย ซึ่งบุคคลสำคัญที่สามารถคัดกรองสื่อ และเรียนรู้ร่วมกันกับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ผู้ใหญ่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นแรงสำคัญที่จะกระตุ้นให้เด็กอยากการเรียนรู้ หรือบีบคั้นเด็กจนไม่อยากจะเรียนรู้

 

 

ทำอย่างไร เมื่อลูกก้าวร้าว

ทำอย่างไร เมื่อลูกก้าวร้าว (อาจารย์เกศินี  ไชยโม)

ปัญหาด้านพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ พฤติกรรมความก้าวร้าว (Aggressive Behavior) ลักษณะพฤติกรรมที่ทำร้ายหรือมุ่งทำร้ายผู้อื่น รวมถึงพฤติกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นความก้าวร้าวทางวาจา การต่อสู้ ทำร้ายร่างกาย เป็นต้น มักจะมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน(โสธิดา ผุฏฐธรรม,2554) พฤติกรรมก้าวร้าว มีสาเหตุจาก

1.ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ โครงสร้างทางสมองและระดับของสารเคมีที่ทำหน้าที่นำสัญญาณประสาทในสมอง

  1. ปัจจัยทางด้านจิตใจ ได้แก่ ลักษณะบุคลิกภาพของเด็กที่เกิดจากการเลี้ยงดูต่อความมั่นคงทางด้านอารมณ์
  2. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างพฤติกรรมก้าวร้าวทางครอบครัว ทางสื่อ นอกจากนี้พฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กบางรายยังอาจเกิดจากปัญหาทางด้านจิตใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากจิตแพทย์

วิธีป้องกันและแก้ไขต้องทำความเข้าใจที่มาของปัญหาความซับซ้อน ควรประเมินเหตุปัจจัยรอบๆด้าน การปรับการเลี้ยงดูมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง การป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กดังนี้

  1. ผู้ใหญ่ต้องหยุดการกระทำอันก้าวร้าวโดยทันที ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงป้องกันการเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว เช่น หากเด็กมีการขว้างปาสิ่งของ หรือทุบตีผู้อื่น อาจจัดการให้เด็กหยุดด้วยวิธีสงบ เช่น จับมือรวบตัวเอาไว้ บอกสั้น ๆ ว่าตีไม่ได้ และของชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปา ในขณะเดียวกัน การพูดว่า “แม่รู้ว่าหนูโกรธ แต่เราไม่อนุญาตให้ตีกัน และแม่ก็ไม่อนุญาตให้น้องทำกับหนูเช่นกัน” จะเป็นตัวช่วยให้เด็กเข้าใจความรู้สึกโกรธ และหยุดยั้งการกระทำของเด็กได้ในเวลาเดียวกัน
  2. แนะนำทางออกอื่นให้เด็ก เช่น เมื่อเด็กโกรธกันขึ้นมา ก็สามารถเดินมาบอกผู้ใหญ่ให้ว่ากล่าวคู่กรณีได้ แต่ตีกันไม่ได้ เด็กจะเรียนรู้ว่า การก้าวร้าวเป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับ แต่เราเข้าใจความรู้สึกเขา และเตรียมทางออกที่เหมาะสมเอาไว้ วิธีนี้ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ แม้จะพบว่าเด็กมีอาการอีกเป็นครั้งคราวเพราะเด็กยังระงับอารมณ์ได้ไม่หมด
  3. ไม่ควรตอบตกลง หรือต่อรองกันในขณะที่เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า ผู้ใหญ่จะตอบสนองความต้องการของเขา เฉพาะในช่วงที่อารมณ์สงบ และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมเท่านั้น
  4. ผู้ใหญ่ต้องระวังที่จะไม่มีอารมณ์ตอบโต้เด็ก หรือเอาชนะกัน
  5. การลงโทษเด็กไม่ควรใช้ความรุนแรง อาจใช้วิธีแยกเด็กอยู่ตามลำพังระยะหนึ่ง
  6. ฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตนเอง เช่น ซ่อมแซมของที่ชำรุดเสียหาย
  7. หลีกเลี่ยงการตำหนิ ต่อว่า เปรียบเทียบ ให้เด็กรู้สึกเป็นปมด้อย การขู่หรือหลอกให้กลัว ตลอดจนการยั่วยุให้โกรธ โดยผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างของความปรองดอง เป็นมิตรต่อกันให้เด็กเห็น

การปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กอาจเป็นเรื่องที่ยาก คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้ความอดทนและความสม่ำเสมอ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถแก้ไขดังกล่าวได้ ผลที่ดีก็จะตกอยู่ที่ตัวเด็กเอง เพราะถ้าสามารถปรับเปลี่ยนได้ตั้งแต่ตอนเด็กเมื่อเติบโตขึ้น ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ดีสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

โรคอ้วนกับเด็กๆ

โรคอ้วนกับเด็กๆ (อาจารย์พิชชาภรณ์  สาตะรักษ์)

เด็กที่มีลักษณะอ้วนจ้ำม่ำ หลายคนอาจมองว่าน่ารัก จึงทำให้เกิดค่านิยมอย่างหนึ่งว่าต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ให้อ้วนจ้ำม่ำ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่จริงแล้วความอ้วนในเด็กถือเป็นสิ่งที่อันตรายและส่งผลต่อสุขภาพของเด็กได้ ภาวะโรคอ้วนมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ อ้วนธรรมดา และอ้วนจากโรค ในจำนวนเด็ก ๆ ที่เป็นโรคอ้วนร้อยละ 95 (กรมอนามัย สถิติปีพ.ศ.2552) จะจัดอยู่ในประเภทอ้วนแบบธรรมดา ซึ่งเกิดจากกินเกินพอดี ทานอาหารที่มีรสหวาน มีไขมันสูง ออกกำลังกายไม่เพียงพอ อาจเกิดจากกรรมพันธุ์  30-80 %  ส่วนอีกประมาณร้อยละ 5 (แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ : หน้า 51) เป็นภาวะความอ้วนที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องดูแลแก้ไขและควบคุมโดยแพทย์ ภาวะอ้วนแบบธรรมดาอาจมองภายนอกว่าเด็กน่ารัก แต่มีอาการบางอย่างที่แฝงอยู่ เช่น น้ำตาลในเลือดสูง หายใจลำบาก ปวดข้อ ถ้าเด็กมีภาวะน้ำหนักเกินอยู่เป็นเวลานาน ต้องระวังความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ (ปัณณ์พัฒน์ จันทร์สว่าง,2555) ปัญหาเด็กอ้วนมีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง, ขาดการเคลื่อนไหวร่างกายหรือกิจกรรมทางกาย (Physical Activity), สาเหตุจากพันธุกรรม, อาการป่วยทางจิต เช่น โรคกินมากเกินไป (Binge Eating Disorder) โดยในปัจจุบัน อาหารจานด่วนและความสะดวกสบายของเทคโนโลยีเป็นตัวผลักดันให้อัตราภาวะโภชนาการเกินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับเด็กนั้น ภาวะโรคอ้วนมักมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง การแก้ปัญหาภาวะโรคอ้วนเน้นที่ความร่วมมือของสมาชิกทุกคนในสถาบันครอบครัว ไม่ใช่เพียงมุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของเด็กที่อ้วนแต่เพียงคนเดียว

บทบาทที่สำคัญของพ่อแม่ผู้ปกครองในการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเด็ก พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกในการเลือกรับประทานอาหาร สนับสนุนให้ลูกมีส่วนร่วมในการวางแผนการรับประทานอย่างมีประโยชน์ในแต่ละมื้อร่วมกับครอบครัว พยายามประกอบอาหารร่วมกันในครอบครัวแทนการรับประทานอาหารนอกบ้าน สร้างนิสัยการรับประทานอาหารให้เป็นเวลาเพื่อลดการรับประทานระหว่างมื้อ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหน้าจอโทรทัศน์เพื่อลดเวลาในการรับประทานอาหารลง หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและน้ำตาลสูง ลดปริมาณขนมในบ้านและเพิ่มปริมาณผลไม้แทน ให้ความสำคัญกับอาหารเช้า เพราะเด็กที่รับประทานอาหารเช้าทุกวันจะมีโอกาสอ้วนน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า อีกทั้งยังทำให้เด็กมีพลังงานสำหรับการเรียนด้วย ปลูกฝังความสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพโดยจำกัดเวลาในการดูโทรทัศน์และพาไปออกกำลังกายรูปแบบต่างๆร่วมกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองใส่ใจเรื่องสุขภาพทั้งของตนเองและของลูก พร้อมแสดงให้เห็นประโยชน์ของการเคลื่อนไหวร่าง กายหรือกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ใช้เวลากับลูกให้มากขึ้น ติดต่อกับคุณครูอย่างสม่ำเสมอเพื่อร่วมกันช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา ร่วมกันปรับพฤติกรรมการกินของเด็ก เพื่อให้เด็กเติบโตตามวัยอย่างเหมาะสมพร้อมด้วยสุขภาพที่ดี

อันตรายจากขนมขบเคี้ยว

อันตรายจากขนมขบเคี้ยว (อาจารย์นวพร  มามาก)

ในปัจจุบันขนมขบเคี้ยวเข้ามามีบทบาทสำคัญกับเด็กมากขึ้น ด้วยรูปลักษณ์ รสชาติ พร้อมด้วยของเล่น ขนมส่วนใหญ่มักทำจากแป้ง น้ำตาล ไขมัน นอกจากนี้ยังมีผงชูรส เกลือ กลิ่นและสีปรุงแต่งอาหาร ล้วนให้เพียงพลังงาน แต่เด็กกลับชอบรับประทานมากกว่าอาหารมื้อหลัก ซึ่งสามารถนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพ และทำให้การเจริญเติบโตช้า เด็กจะชอบทานขนมเพราะร่างกายต้องการน้ำตาลเพื่อนำไปสร้างพลังงานให้กับร่างกาย รสหวานของขนมเป็นสิ่งจูงใจเด็ก ขนมขบเคี้ยวที่เด็กรับประทานคิดเป็นพลังงานถึงร้อยละ 20 ของพลังงานที่ควรได้รับประจำวันซึ่งสูงพอสมควร และไปแทนที่อาหารหลัก 5 หมู่ ที่มีประโยชน์มากกว่า ขนมขบเคี้ยวถือว่าเป็นอาหารขยะ (Junk food) เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย ส่วนสารอาหารประเภทโปรตีน วิตามิน เกลือแร่มีน้อยมาก เมื่อกินเข้าไปแล้วจะอิ่มง่าย แป้งและน้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายทำให้เกิดโรคอ้วนและอาจทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาหรืออาจเกิดโรคขาดสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ หากบริโภคจำนวนมาก อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญาในระยะยาวแก่เด็กได้ พ่อแม่เป็นบุคคลที่เด็กใกล้ชิดมากที่สุด เด็กๆจะได้รับการอบรมเลี้ยงดู ดังนั้นพ่อแม่จึงเป็นผู้สอนพฤติกรรมต่างๆให้เกิดกับเด็ก สำหรับการสอนให้เด็กรับประทานขนมหรืออาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงการกินขนมขบเคี้ยว พ่อแม่จึงควรปฏิบัติ ดังนี้ (นิติธร ปิลวาสน์, 2539) พ่อแม่สามารถเริ่มโดยเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางโภชนาการทั้งอาหารมื้อหลักและอาหารว่าง เนื่องจากลูกจะรักและเชื่อฟังพ่อแม่ ซึ่งเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่เด็กรัก ศรัทธาและมีอำนาจเหนือเด็ก ในขณะรับประทานอาหารในแต่ละมื้อพ่อแม่ควรสนทนากับลูกเกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารที่รับประทานเพื่อให้เด็กเห็นว่ามีคุณค่าและควรเลือกรับประทาน  ให้เด็กมีส่วนร่วมในการประกอบอาหาร ช่วยให้เขาเกิดความรู้สึกว่าอาหารนั้นๆมีคุณค่า ดังนั้นพ่อแม่จึงควรอธิบายเกี่ยวกับประโยชน์ของรายการอาหารต่างๆเพื่อให้เด็กสามารถเลือกและสั่งมารับประทานได้ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเห็นโทษที่เกิดจากการกินขนมขบเคี้ยว ซึ่งพ่อแม่สามารถหาวิธีการต่างๆมาสอน เช่น การใช้วิธีการเล่านิทานที่ตัวละครในนิทานชอบกินขนมขบเคี้ยวแล้วทำให้เป็นโรคฟันผุ โรคอ้วน หรือการให้ดูรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำให้เด็กเรียนรู้ว่าขนมขบเคี้ยวเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์และเกิดผลเสียต่อสุขภาพนอกจากนี้พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้เท่าทันเกี่ยวกับการโฆษณาทางสื่อต่างๆทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่มีการโฆษณาเกี่ยวกับขนมขบเคี้ยว เนื่องจากการโฆษณาบางอย่างจะเป็นการโฆษณาที่บอกคุณค่าของขนมเกินความจริง เด็กที่มีประสบการณ์น้อยอาจหลงเชื่อได้ ดังนั้นเมื่อลูกดูโทรทัศน์และมีการโฆษณาขนมขบเคี้ยว พ่อแม่ควรชี้แนะให้เห็นผลดีผลเสียของสินค้านั้นๆและไม่ควรปล่อยให้ลูกดูโทรทัศน์ตามลำพัง

 

 

 

 

ใส่ใจลูกถูกทาง ลดปัญหาการติดเกมส์

ใส่ใจลูกถูกทาง ลดปัญหาการติดเกมส์ (อาจารย์พิชฏา  อังคะนาวิน)

ปัจจุบันเกมส์เป็นสื่ออิเล็กทรอนิที่อยู่ใกล้กับเด็กมากกว่าสื่ออื่น เนื่องจากให้ความสนุกสนาน และเป็นสื่อที่ผู้ปกครองใช้เป็นเครื่องมือช่วยเลี้ยงเด็ก พฤติกรรมการติดเกมเป็นพฤติกรรมที่เด็กมีความหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมมากเกินไป จนไม่สามารถควบคุมตนเองให้เล่นในเวลาที่กำหนดได้ เมื่อถูกบังคบให้หยุดเล่นจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว การเล่นเกมส์ของเด็กมีผลกระทบต่อหน้าที่ความรับผิดชอบ เช่น เด็กไม่สนใจการเรียน การเรียนตกลง บางรายอาจมีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย โดยสาเหตุที่ทำให้เด็กติดเกมส์ ดังนี้

  1. การเลี้ยงดูในครอบครัว มักพบเด็กติดเกมได้ในครอบครัวที่เลี้ยงเด็กโดยไม่เคยฝึกให้เด็กมีวินัยในตัวเอง บางครอบครัวมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ ไม่มีกิจกรรมที่สมาชิกทุกคนทำร่วมกัน จึงต้องหากิจกรรมทำเพื่อให้ตัวเองสนุกซึ่งก็หนีไม่พ้นการเล่นเกม พ่อแม่อาจรู้สึกพอใจที่เห็นเด็กเล่นเกมเงียบๆ คนเดียวได้โดยไม่มารบกวนตน
  2. สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ค่านิยมสนับสนุนให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์เพื่อดูเหมือนว่าเป็นเด็กฉลาด ทันสมัย โดยไม่ได้ตระหนักถึงผลของเทคโนโลยี ไม่ได้เตรียมความพร้อมเด็กสำหรับการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
  3. ปัจจัยในตัวเด็กเอง เช่น เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) เด็กที่ขาดทักษะทางสังคม เข้ากับเพื่อนไม่ได้ เด็กที่มีปัญหาการเรียน เด็กที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองต่ำ (low self-esteem) เป็นต้น

วิธีป้องกันเด็กติดเกม

1.คุยกับเด็กเพื่อกำหนดกติกากันล่วงหน้าก่อนจะซื้อเกม

  1. วางตำแหน่งคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเล่นเกมในสถานที่ที่เป็นที่โล่ง มีคนเดินผ่านไปผ่านมาบ่อยๆ
  2. วางนาฬิกาขนาดใหญ่ไว้หน้าเครื่อง หรือในตำแหน่งที่เด็กสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
  3. ให้คำชมแก่เด็กเมื่อเด็กสามารถรักษาเวลาการเล่น ควบคุมตัวเองไม่ให้เล่นเลยเวลาที่กำหนดได้
  4. เอาจริง เด็ดขาดหากเด็กไม่รักษากติกา เช่น ริบเกมโดยไม่ใจอ่อน ตั้งรหัสคอมพิวเตอร์
  5. ส่งเสริมจัดหากิจกรรมร่วมกันในครอบครัว หลีกเลี่ยงการใช้เกมเป็นเสมือนพี่เลี้ยงเด็ก
  6. สอนให้เด็กรู้จักการแบ่งเวลา รู้จักใช้เวลาอย่างเหมาะสม

ปัญหาเด็กติดเกม ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเองเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของครอบครัว ซึ่งสมาชิกทุกคนของครอบครัวต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข

ส่งเสริมทักษะสร้างสัมพันธ์ด้วยการมีเพื่อน

ส่งเสริมทักษะสร้างสัมพันธ์ด้วยการมีเพื่อน (อาจารย์กิตติพร  ประชาศรัยสรเดช)

เพื่อนมีความสำคัญต่อพัฒนาการ มีอิทธิพลต่อเด็กอย่างมาก โดยทั่วไปแล้วความสุขที่โรงเรียนของเด็กคือการได้เรียนและเล่นกับเพื่อนที่ตนเองชอบ เด็กที่ปฏิเสธหรือถูกปฏิเสธจากเพื่อนๆในการคบหา หรือทำกิจกรรมร่วมกัน การที่เด็กมีเพื่อนน้อยไม่ได้หมายความว่าเด็กมีปัญหาในการคบเพื่อนเด็กบางคนอาจเข้ากับคนอื่นได้ง่ายและมีเพื่อนหลายคน ในขณะที่เด็กจำนวนหนึ่งพอใจกับการมีเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คน การเลือกคบเพื่อนเป็นความพึงพอใจส่วนบุคคลไม่ผิดปกติ สาเหตุของปัญหาลูกไม่มีเพื่อนเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งเกิดจากตัวของเด็กเองโดยทั้งสิ้น ดังนี้

1.เด็กมีพฤติกรรมก่อกวนหรือน่ารำคาญ เป็นสาเหตุหลัก การเล่นกับคนที่ไม่รู้จักการแบ่งปันก็ย่อมไม่สนุก

2.เด็กขี้อายรู้สึกอึดอัดหรือทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ใกล้ผู้อื่น อาจลังเลในการแสดงความคิดเห็นหรือเข้าร่วมกลุ่ม

3.เด็กฉลาดเกินไป และความสามารถที่เกินระดับของเพื่อนอาจกลายเป็นอุปสรรคในการคบหากัน

4.เด็กมีความผิดปกติทางร่างกาย เด็กคนอื่นมักมองคนที่มีร่างกายต่างจากตนเองว่า “แปลก” หรือ “แตกต่าง” และเลือกที่จะคบหาแต่คนที่มีลักษณะเช่นเดียวกับตนเอง โดยแยกคนที่มีลักษณะไม่เหมือนตนเองว่าเป็นคนนอก

หากพบลูกมีปัญหาเรื่องเข้ากับเพื่อนสิ่งสำคัญต้องวิเคราะห์หาสาเหตุแก้ปัญหาตรงจุด และสิ่งที่จะช่วยได้ดีคือการมีทักษะทางสังคมที่ดี ถึงแม้พื้นฐานนิสัยแตกต่างกัน แต่ทักษะทางสังคมเป็นสิ่งที่ฝึกได้  และต้องฝึกตั้งแต่ยังเล็ก ดังต่อไปนี้

1.ฝึกเรียนรู้อารมณ์ผู้อื่น หากการกระทำใดที่เพื่อนเริ่มแสดงท่าทีไม่ชอบใจต้องหยุดทำทันที

2.ฝึกเรียนรู้อารมณ์ตนเอง จับสัญญาณร่างกายตัวเอง เช่น กำลังรู้สึกโกรธให้เดินหลบจากสถานการณ์นั้น กำหนดลมหายใจเข้าออก ช้าๆ เพื่อไม่ให้แสดงอาการที่ไม่เหมาะสมออกไป

3.ฝึกการสื่อสาร โดยการฝึกตั้งใจฟังผู้อื่นพูด สนทนาในสิ่งที่คนอื่นสนใจด้วย กรณีที่มีความเห็นไม่ตรงกันต้องฝึกวิธีพูดแสดงความคิดเห็น อย่างเหมาะสม ไม่ใช้อารมณ์

4.ฝึกทักษะที่ช่วยส่งเสริมการเข้าสังคม(pro-social skills) ได้แก่ การมีน้ำใจ ช่วยเหลือเพื่อน และกล้าที่จะขอโทษ

การแก้ปัญหาเมื่อลูกไม่มีเพื่อน สามารถแก้ไขได้โดยเริ่มจากครอบครัวที่จะต้องช่วยให้ลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ฝึกฝนให้ลูกผูกมิตรกับคนรอบข้าง และเปิดโอกาสให้ลูกมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างมีความสุข อีกทั้งสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลี้ยงลูกให้ถูกวิธี หลีกหนีวิธี พ่อแม่รังแกฉัน

เลี้ยงลูกให้ถูกวิธี หลีกหนีวิธี พ่อแม่รังแกฉัน (อาจารย์ธัญญมล  สุริยานิมิตรสุข)

ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกเป็นความรักที่บริสุทธิ์และมีพลังมากมาย ในการเลี้ยงลูกด้วยความรักนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราจะพบว่ามีพ่อแม่บางประเภทที่เลี้ยงลูกแบบตามใจลูกมากจนเกินความเหมาะสม

พ่อแม่เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของลูก ดังนั้นการที่ลูกจะเติบโตขึ้นเป็นคนดีหรือคนไม่ดีนั้น พ่อแม่จึงเป็นผู้ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเลยทีเดียว และเมื่อกล่าวถึงพ่อแม่ที่อบรมเลี้ยงดูลูกไม่ดี เรามักจะนึกถึงพ่อแม่ที่ชอบดุด่า ตบตี และกดขี่ข่มเหง แต่นอกเหนือจากพ่อแม่ประเภทนี้ก็คือพ่อแม่ประเภท “พ่อแม่รังแกฉัน” ซึ่งมีอยู่หลายลักษณะ ดังนี้

  1. พ่อแม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป คือ พ่อแม่ที่ยอมให้ลูกทุกอย่าง ไม่เคยขัดใจ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สมควรก็ตาม จนกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง มีนิสัยก้าวร้าวเห็นแก่ตัวและรักใครไม่เป็น
  2. พ่อแม่ที่เห็นว่าลูกน่ารัก คือ พ่อแม่ที่รักจนหลง มองว่าลูกของตนนั้นน่ารัก เก่ง ดีกว่าใคร มักเยินยอลูกอยู่ตลอดเวลาโดยไม่เคยว่ากล่าวตักเตือนลูกเวลาที่ลูกทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงส่งผลให้ลูกเติบโตมาเป็นคนที่ไม่เคยยอมรับความผิดของตนเอง ชอบโทษคนอื่นอยู่เสมอ จนกลายเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นยากและน่ารังเกียจในสายตาของคนทั่วไป
  3. พ่อแม่ที่ไม่ได้ส่งเสริมให้ลูกฉลาด คือ ความฉลาดของคนเรานั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม อันได้แก่การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งมีพ่อแม่หลายคนที่ไม่ได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูกในการส่งเสริมทางด้านสติปัญญา การให้ลูกหมกมุ่นจดจ่ออยู่กับโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน และแทปเล็ตมากเกินไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เด็กขาดพัฒนาการในการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำให้แปลกแยกและไม่มีสังคม
  4. พ่อแม่ที่ทอดทิ้งลูก มีพ่อแม่มากมายที่มุ่งทำแต่งานหรือยุ่งแต่เรื่องของตนเองโดยไม่มีเวลามาสนใจลูกและใช้วิธีชดเชยที่คิดว่าถูกต้องโดยการซื้อของเล่นให้หรือให้เงินแทน แต่อย่าลืมว่าแท้ที่จริงแล้วของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูกก็คือพ่อแม่นั่นเอง การทอดทิ้งลูกจะทำให้ลูกรู้สึกว้าเหว่ ขาดความอบอุ่นและคิดว่าพ่อแม่ไม่รัก ทำให้เติบโตขึ้นเป็นคนขี้เหงา เข้ากับคนอื่นได้ยากและขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

5.พ่อแม่ที่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น พูดจาหยาบคาย ขี้โกหก เสพสารเสพติด ไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง สุรุ่ยสุร่าย ฯลฯ จะเกิดการซึมซับเข้าไปจนกลายเป็นพฤติกรรมของตนเองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีให้เห็นกันอยู่ทั่วไปว่าเด็กที่พูดจาหยาบคายมักมาจากครอบครัวที่พ่อแม่พูดคำด่าคำให้เขาได้ยินอยู่เป็นประจำ

เราจะเห็นลักษณะการเลี้ยงลูกแบบ “พ่อแม่รังแกฉัน” ซึ่งลักษณะการเลี้ยงลูกแบบผิดๆนี้สามารถส่งผลในระยะยาวต่อลูกได้ ดังนั้นหันกลับมาเลี้ยงลูกแบบ ให้ลูกรู้จักกับความลำบาก ฝึกลูกให้มีหน้าที่รับผิดชอบ รู้การแบ่งปัน การให้ และเรียนรู้ หรือพยายามทำด้วยตัวเองให้ได้ตั้งแต่เด็ก แล้วท่านจะภูมิใจในความสำเร็จที่ได้จากวิธีการเลี้ยงดูของท่านเองต่อไป