งานคลินิกเด็กดีเพื่อส่งเสริมสุขภาพของเด็ก

งานคลินิกเด็กดีเพื่อส่งเสริมสุขภาพของเด็ก      

            คลินิกสุขภาพเด็กดี (Well Baby Clinic) เป็นหน่วยบริการสุขภาพสำหรับเด็กดี ซึ่งเปิดบริการตามโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทย งานบริการของคลินิกสุขภาพดี เป็นงานหลักสำคัญของงานการดูแลส่งเสริมสุขภาพเด็ก (Child health supervision หรือ Well child care)

คลินิกสุขภาพเด็กดีเป็นหน่วยบริการสาธารณสุขที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และมีบทบาทในการเสริมสร้างให้เด็กมีสุขภาพดี มีพัฒนาการสมวัยตั้งแต่แรกเกิด ด้วยบริการที่ดูแลเด็กปกติให้มีสุขภาพแข็งแรง เติบโตทั้งทางกายและสติปัญญาได้เต็มศักยภาพ พร้อมวุฒิภาวะทางอารมณ์ ให้การป้องกันโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนตลอดจนให้คำแนะนำแก่ครอบครัว การป้องกันอุบัติเหตุและการได้รับสารพิษ เพื่อให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว

 

หลักการและเหตุผลของการจัดบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี

เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ เนื่องจากเหตุผลหลายประการ คือ

  1. เป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเร็วมาก อวัยวะที่เจริญมากที่สุดระยะนี้คือ สมอง ฉะนั้นถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสติปัญญา ซึ่งสามารถแก้ไขได้น้อยหรือไม่ได้เลยในระยะต่อมา
  2. เป็นวัยที่มีอัตราตายสูงกว่าวัยอื่น และ เป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อมากกว่าวัยอื่น เนื่องจากร่างกายยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดี และภูมิคุ้มกันโรคบางอย่างไม่สามารถถ่ายทอดมาจากแม่ได้
  3. เป็นวัยที่เริ่มมีการพัฒนาทางบุคลิกภาพที่สำคัญ อันจะเป็นรากฐานของบุคลิกภาพที่ดีต่อไปในอนาคตเด็กที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพ่อแม่ ได้รับความรัก ความอบอุ่นและการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี จะทำให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีเป็นมิตรต่อทุกคน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแลสุขภาพของเด็กวัยนี้อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

เด็กจึงควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้มีพัฒนาการอย่างเป็นองค์รวม หมายถึง พัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคม จากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กและผู้เกี่ยวข้อง

 

วัตถุประสงค์ของการจัดบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี

  1. การส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการ เด็กปฐมวัยได้รับการประเมินพัฒนาการ การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ ตามบริการมาตรฐานเด็กปฐมวัยได้รับการส่งเสริมให้มีสุขภาพดีทุกด้าน เช่น ด้านพัฒนาการ การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขภาพกายและทันตสุขภาพ หากพบความผิดปกติจะได้ให้การช่วยเหลือหรือแนะนำตั้งแต่แรกเริ่ม พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็ก ได้รับความรู้และทักษะการอบรมเลี้ยงดู เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีในทุกด้านตั้งแต่แรกเกิด
  2. การลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคและความผิดปกติที่เป็นปัญหาต่อการเติบโตและพัฒนาการเด็ก เฝ้าระวังและวินิจฉัยโรคแต่เริ่มแรก และให้การรักษาทันที เช่น ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด การมองเห็น การได้ยิน ภาวะโลหิตจาง
  3. เด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคครบตามเกณฑ์

 

หลักการทั่วไปของการจัดบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี

  1. การซักถามข้อมูลการเลี้ยงดู การให้อาหาร ความวิตกกังวลของพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเรื่องพัฒนาการ และพฤติกรรมของเด็ก ตลอดจนความสัมพันธ์ของพ่อแม่และบุคคลในครอบครัว โรคทางพันธุกรรม ค่านิยม ความเชื่อต่างๆ
  2. การตรวจคัดกรองการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาการ การแปลผลการประเมิน โดยให้พ่อแม่มีส่วนร่วมและมีการรับรู้ในการประเมินผลการตรวจคัดกรอง และสังเกตสัมพันธภาพระหว่างเด็กกับพ่อแม่ หรือพ่อกับแม่ที่อาจมีผลกระทบต่อการเลี้ยงดูหรือการกระทำรุนแรงต่อเด็ก
  3. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตามที่กำหนด อธิบายประโยชน์ อาการข้างเคียง และการดูแลภายหลังการได้รับภูมิคุ้มกันโรค
  4. การให้คำแนะนำล่วงหน้า (Anticipatory guidance) การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารตามวัย การส่งเสริมพัฒนาการการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การป้องกันอุบัติเหตุ และการส่งเสริมพัฒนาการ

 

บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรสุขภาพในคลินิกเด็กดี

บุคลากรในการให้บริการดูแลสุขภาพเด็ก ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยาพัฒนาการ เป็นต้น การให้บริการครอบคลุมในเรื่องต่อไปนี้

1.สัมภาษณ์พูดคุยเพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน และภูมิหลังของเด็ก บิดามารดา และครอบครัวในด้านสุขภาพทั่วไป โรคทางพันธุกรรม ค่านิยม ความเชื่อต่างๆ

  1. ประเมินการเจริญเติบโต และสภาพโภชนาการ โดยอาศัยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ แล้วเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานของการเติบโตปกติ
  2. ประเมินพัฒนาการของร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และพฤติกรรม ทำได้โดยการซักถาม และใช้เครื่องมือทดสอบพัฒนาการง่ายๆ ในกรณีที่สงสัยจึงจะใช้เครื่องมือทดสอบพัฒนาการ เช่น Denver Developmental Screening Test (DDST) และการทดสอบอื่นๆ โดยนักจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก
  3. ตรวจร่างกายตามระบบเพื่อค้นหาความผิดปกติ ในการตรวจสุขภาพ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายทุกระบบและอาจตรวจเน้นเป็นพิเศษ เช่น ตรวจหาความผิดปกติแต่กำเนิด ตรวจการได้ยินและการพูด เป็นต้น
  4. การตรวจคัดกรองเพื่อหาความบกพร่องที่แอบแฝง

5.1 ตรวจคัดกรองด้านเมตาบอริกและต่อมไร้ท่อ เช่น โรค Phenylketonuria, Hypothyroid

5.2 ตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการ เช่น หาระดับของ Hb, Hct

  1. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตามนโยบาย และตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของชาติ
  2. แก้ไขปัญหาที่พบตั้งแต่ระยะต้น และติดตามฟื้นฟูแก้ไขสภาพผิดปกติที่เกิดขึ้น
  3. แนะนำส่งเสริมทันตอนามัย ตรวจสุขภาพปากฟัน และเสริมฟลูออไรด์
  4. สังเกต แนะนำ และแก้ไขปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัว
  5. การให้คำแนะนำล่วงหน้า (Anticipatory guidance) เป็นแนวทางที่ควรปฏิบัติในช่วงอายุต่างๆ เช่น การให้อาหารตามวัย การป้องกันอุบัติเหตุ การเลี้ยงดูเด็ก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆของเด็ก เป็นต้น โดยอาจให้คำแนะนำเป็นกลุ่ม สาธิต และเป็นรายบุคคล เพื่อให้บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็กมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถส่งเสริมสุขภาพเด็กได้ถูกต้องทุกด้าน รวมทั้งการจัดหาของเล่นเพื่อกระตุ้นพัฒนาการให้เหมาะสม

 

กิจกรรมบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี

1.การซักประวัติ

2.การตรวจร่างกาย

2.1 ตรวจร่างกายทั่วไป

2.2 ประเมินพัฒนาการ

2.3 น้ำหนัก/ ส่วนสูง    ประเมินภาวะโภชนาการ

2.4 เส้นรอบวงศีรษะ

2.5 ความดันโลหิต

2.6 ช่องปาก และ ฟัน

2.7 สายตา

2.8 การได้ยิน

3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

3.1 ระดับฮีโมโกลบิน/ฮีมาโตคริต

3.2 ตรวจปัสสาวะ

4.คัดกรองในพื้นที่ที่มีภาวะเสี่ยง

4.1 ตะกั่ว

4.2 อื่น ๆ

5.การให้วัคซีนป้องกันโรค

  1. การจ่ายยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก (1 ช้อนชา/สัปดาห์)

            7.การให้คำแนะนำปรึกษา

     7.1 การให้คำปรึกษาตามโรงเรียนพ่อแม่

7.2 สื่อ/ ทีวี/ อินเทอร์เน็ตที่มีผลต่อเด็ก

7.3 การป้องกันการกระทำรุนแรง และอุบัติเหตุ

  1. พบทันตบุคคลากร

9.พบแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ

การเสริมสร้างให้เด็กมีสุขภาพดี มีพัฒนาการสมวัย เป็นความปรารถนาสูงสุดของพ่อแม่ครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก คลินิกสุขภาพเด็กดีมีบทบาทในการเสริมสร้างให้เด็กมีสุขภาพดี รวมถึงสร้างเสริมสัมพันธภาพอันดีระหว่างผู้ให้บริการกับเด็ก บิดามารดา ครอบครัว และชุมชน

 

อ.สุนทรี รักความสุข

การดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก

การดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก

การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีให้กับลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องปูพื้นฐานเรื่องการแปรงฟันให้กับลูกตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ เพราะถ้ามาเริ่มฝึกกันตอนโต ก็อาจจะสายไป ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้ลูกเห็นด้วย ควรดูแลฟันน้ำนมของลูกน้อยเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าฟันน้ำนมก็จะหลุดไปเอง แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ฟันน้ำนมจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กสามารถเคี้ยว กัด และพูดชัด นอกจากนี้ ฟันน้ำนมยังสร้างพื้นที่เตรียมไว้สำหรับฟันแท้ และช่วยให้ฟันแท้งอกขึ้นมาในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย

ฟันน้ำนมและฟันแท้ของลูกจะขึ้นเมื่อไหร่

สำหรับฟันน้ำนมซี่แรกที่จะเริ่มขึ้นมาจากเหงือกก็ตอนที่ลูกอายุประมาณ 6 เดือนต่อเนื่องไปจนถึง 3 ขวบที่ฟันน้ำนมจะขึ้นเต็มปาก ให้สังเกตง่ายๆ ว่าถ้าลูกฟันน้ำนมเริ่มขึ้น จะมีอาการคันเหงือก น้ำลายไหลมาก ลูกอยากกัดทุกอย่างที่เห็นเพื่อพยายามลดอาการเจ็บปวด  ลูกจะหงุดหงิด งอแง แนะนำให้หาอะไรเย็นๆ แข็งๆ ให้ลูกกัด อย่างแครอทหั่นแท่งแล้วแช่ให้เย็น หรือห่วงกัดสำหรับเด็ก

การดูแลช่องปากและฟัน ในช่วงที่เป็นฟันน้ำนม เพราะลูกวัยนี้ถ้าจะให้แปรงฟันเองก็คงจะยังไม่ถนัด ฉะนั้นการทำความสะอาดคราบนม คราบอาหารในช่องปาก ให้เอาผ้าก๊อซพันที่นิ้วแล้วจุ่มกับน้ำสะอาดที่ต้มสุกแล้ว เช็ดที่บริเวณเหงือกและฟันของลูก  ทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน

ฟันแท้ของลูกจะขึ้นเมื่อไหร่

สำหรับฟันแท้ของเด็กๆ จะขึ้นหลังจากที่ฟันน้ำนมค่อยๆ ทยอยหลุดออกไป จากนั้นเมื่อลูกอายุได้ 6 ขวบฟันแท้ซี่แรกก็จะขึ้นมาแทนทีฟันน้ำนมที่หลุดไป ส่วนใหญ่ถ้าสังเกตดีๆ ฟันคู่หน้ามักจะขึ้นมาก่อนเสมอ เมื่อลูกอายุได้ 12 ขวบ ฟันแท้จะขึ้นเต็มปาก ซึ่งฟันแท้จะมีทั้งหมด 32 ซี่

การดูแลช่องปากและฟัน เมื่อลูกอายุได้ 1 ขวบคุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มสอนให้ลูกรู้จักการใช้แปรงสีฟันได้แล้ว ช่วงแรกๆ อาจต้องแปรงให้ลูก เพราะเขายังแปรงเองได้ไม่ถนัด ส่วนยาสีฟันให้ใช้เป็นยาสีฟันสำหรับเด็ก บีบลงบนแปรงขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว และควรพาลูกไปพบคุณหมอฟันบ่อยๆ เพื่อตรวจสุขภาพของฟัน และเมื่อลูกอายุได้ 3 ขวบ เขาจะเริ่มแปรงฟันเองได้ถนัดมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกแปรงฟันเอง แต่หลังจากเด็กๆ แปรงฟันเสร็จต้องเช็ดดูอีกทีว่าสะอาดหรือเปล่า หากยังไม่สะอาดคุณแม่ควรต้องช่วยแปรงฟันซ้ำให้อีกครั้ง เมื่อลูกอายุ 5 ขวบขึ้นไปแล้วเขาจะใช้แปรงสีฟันได้เองถนัดมากขึ้น และแปรงได้สะอาดมากกว่าแต่ก่อน

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า เด็กที่ฟันน้ำนมผุจะมีโอกาสเกิดฟันผุมากกว่าคนทั่วไปเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณจึงควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟัน การรักษาความสะอาดฟันน้ำนมของลูกนั้นสำคัญ แต่เมื่อฟันแท้งอกขึ้นมา การทำความสะอาดฟันจะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างแท้จริง เพราะฟันเหล่านี้จะอยู่กับลูกของคุณไปจนตลอดชีวิต หากคุณเห็นว่าลูกของคุณมีโอกาสสูงที่จะเกิดฟันผุ ก็ควรลดของว่างประเภทแป้งอย่างแครกเกอร์และมันฝรั่งทอดลง และจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จำไว้ว่าการให้ลูกดื่มน้ำหวานหลายครั้งต่อวัน หรือปล่อยให้ลูกหลับไปพร้อมกับขวดนมในปากระหว่างนอนกลางวันหรือในตอนกลางคืน อาจเป็นอันตรายต่อฟันของลูกได้

การแปรงฟันและการขัดฟัน
การแปรงฟันให้ลูกได้เมื่ออายุครบ 2 ขวบ ควรบีบยาสีฟันปริมาณน้อย เท่าเมล็ดถั่วเขียวเท่านั้น เด็กเล็กมักจะชอบกลืนยาสีฟันตอนแปรงฟันและไม่ยอมบ้วนออกมา ดังนั้นจึงควรให้ลูกแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เมื่อลูกโตพอแล้วเท่านั้นและควรมีผู้ใหญ่ดูแลขณะแปรงฟัน เมื่อฟันงอกขึ้นมาชิดกันสองซี่ จะต้องขัดฟันให้ลูกทันทีอย่างน้อยวันละครั้ง จะใช้ไหมขัดฟันแบบธรรมดาหรือแบบมีด้ามจับพลาสติกก็ได้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง ลูกจะอยากแปรงฟันด้วยตัวเอง ซึ่งคุณจะอนุญาตก็ได้ แต่ควรแปรงฟันให้ลูกอีกครั้งหนึ่งเสมอ เพราะเด็กส่วนใหญ่ยังแปรงฟันไม่เป็นจนถึงอายุ 8 ขวบ

โภชนาการ
อาหารที่ลูกของคุณรับประทานนั้นสำคัญต่อสุขภาพฟันก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ความถี่ในการรับประทาน การรับประทานขนมขบเคี้ยวบ่อย ๆ จะทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุมากขึ้น

ฟันผุเกิดจากการปล่อยให้อาหารที่มีน้ำตาลตกค้างอยู่ในช่องปากเป็นเวลานาน แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนฟันของคุณจะกินเศษอาหารเหล่านี้ และปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน ระหว่างมื้ออาหารหรือของว่าง น้ำลายจะชะล้างกรดเหล่านี้ออกไป แต่หากลูกของคุณรับประทานอาหารอยู่ตลอดเวลา เวลาในการชะล้างกรดเหล่านี้อาจจะไม่พอ คนส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงน้ำตาลก็จะนึกถึงน้ำตาลที่พบในลูกอมหรือขนมอบ แต่ที่จริงแล้วอาหารทุกชนิดต่างก็มีคาร์โบไฮเดรตที่จะแตกตัวเป็นน้ำตาลด้วยกันทั้งนั้น

การจัดฟันในเด็ก
ปัจจุบันมีเด็กจัดฟันกันมากขึ้น เด็กบางคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับฟันจะเริ่มจัดฟันตั้งแต่ 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฟันแท้กำลังงอกและปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยการจัดฟันเริ่มจะปรากฏให้เห็น และเนื่องจากขากรรไกรกำลังเจริญเติบโต จึงเป็นเวลาที่เหมาะกับการประเมินช่องปากของเด็กอย่างยิ่ง

ฟันแท้จะต้องแปรงและขัดฟันเป็นประจำ โดยทันตแพทย์จะแนะนำให้ลูกแปรงฟันและขัดฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร ในการเริ่มดูแลฟันแท้ของลูกน้อยนั้น คุณจะต้องแปรงและขัดฟันให้ลูกจนกว่าจะโต และต้องใช้ยาสีฟันและแปรงสีฟันสำหรับเด็กเท่านั้น แปรงสีฟันสำหรับเด็กจะมีขนนุ่มกว่าของผู้ใหญ่และไม่ทำให้ฟันและเหงือกบาดเจ็บ นอกจากนี้ ให้คุณลองใช้ไหมขัดฟันสำหรับเด็กที่มีด้ามจับเพื่อสอนให้ลูกขัดฟันด้วยตัวเอง   เมื่อลูกอายุครบ 6 ขวบ ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด ดังนั้น ควรปล่อยให้ลูกโยกฟันจนกระทั่งฟันหลุดออกมาเอง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความเจ็บปวดและเลือดออกจากฟันหักได้

จะเห็นได้ว่าการเ ลือกอาหาร หรือขนมที่ไม่มีน้ำตาล หรือไม่หวานให้ลูกรับประทานหรือหลังจากรับประทานแล้ว สอนลูกบ้วนปากและแปรงฟันให้ได้ด้วยตัวเอง เมื่อลูกสามารถบ้วนปากได้อาจเริ่มสอนให้ลูกแปรงฟันด้วยตัวเอง โดยการจับมือลูกหัดก่อน และใช้ยาสีฟันขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว รวมทั้งเลือกยาสีฟันสำหรับเด็กที่ไม่มีฟลูออไรด์ เพราะถึงแม้ลูกจะบ้วนปากได้  แต่เวลาแปรงฟันอาจจะเผลอกลืนยาสีฟันลงไป ซึ่งการกลืนฟลูออไรด์ลงไปในเด็กเล็กอาจทำให้ฟันตกกระ หรือเป็นรอยด่างได้ เมื่อลูกฟันขึ้นต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งคือ เช้า และ ก่อนนอน หรือแปรงฟันทุกครั้งหลังกินอาหารแล้ว  และพาลูกไปพบหมอฟันตั้งแต่เด็กๆ และอย่าขู่เด็กให้กลัวหมอฟัน เพราะจะทำให้เด็กฝังใจจนไม่อยากไปพบหมอฟันในครั้งต่อไป

 

เอกสารอ้างอิง

1.จันทนา  อึ้งชูศักดิ์. เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน. (ออนไลน์) 2552 (วันที่สืบค้น 17 พฤศจิกายน 2558). เข้าถึงได้จาก  http://www.naewna.com/news.asp?ID=149202

2.เมธินี ศุปพิทยานนท์ และ สุพรรณี ศรีวิริยกุล. การเสริมสร้างสุขภาพช่องปาก: ประตูสู่สุขภาพที่ดีในทุกช่วงวัยของชีวิต. นนทบุรี: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2556.

อ.สุนิภา

 

การส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องเพื่อลดปัญหาเด็กอ้วน

การส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องเพื่อลดปัญหาเด็กอ้วน

โรคอ้วยหรือภาวะนํ้าหนักเกิน (overweight) หมายถึง ภาวะ ที่เกิดจากการได้รับพลังงานจากอาหารเกินความต้องการ ของร่างกาย และเก็บสะสมไว้จนเกิดอาการปรากฏ เช่น ได้รับสารอาหารที่ให้พลังงานมากเกินไป จนมีการสะสม พลังงานไว้ในร่างกายในรูปของไขมันเพิ่มขึ้น ทำ ให้เกิด โรคอ้วน (obesity) ตามมาซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบ ในภายหลังได้

ภาวะน้ำหนักเกินในเด็กเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ได้รับพลังงานจากอาหารเกินกว่าที่ร่างกายได้ใช้ไป ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างเช่น ประวัติอ้วนในครอบครัว พบว่าเด็กที่มีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมีน้ำหนักเกินจะ มีโอกาสเป็นเด็กอ้วนเพิ่มขึ้น 4-5 เท่าเทียบกับเด็กปกติ  แต่จะเพิ่มขึ้นเป็น 13 เท่า ถ้าทั้งพ่อและแม่มีน้ำหนักเกิน ยังมีเด็กที่ มีน้ำหนักเกินอีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของ ต่อมไร้ท่อ เช่น โรคขาดไทรอยด์ฮอร์โมน

โกรทฮอร์โมน ความผิดปกติ ของการหลั่งอินซูลิน ภาวะพร่องหรือดื้อต่อฮอร์โมนเลปติน หรือโรคทางพันธุกรรมบางอย่างที่มีภาวะน้ำหนักเกิน เป็นหนึ่งในอาการแสดงของโรค เด็กกลุ่มที่เสี่ยง ต่อน้ำหนักเกินคือ เด็กที่แรกเกิดมีน้ำหนักตัวมากหรือ น้อยกว่าปกติเด็กที่มีพ่อแม่อ้วน เด็กที่เริ่มมีน้ำหนัก เกินตั้งแต่อายุน้อยๆ ก็ยิ่งมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่มีน้าหนักเกินมากขึ้น ส่วนภาวะโภชนาการเกินในวัยทารกก็เป็น อีกปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ทารกที่กินนมผสมจะมีโอกาส เป็นเด็กที่มีน้ำหนักเกินได้ง่ายกว่าเด็กที่กินนมแม่ และเด็กที่กินนมแม่เป็นระยะเวลานานจะมีโอกาสเป็นเด็ก ที่มีนน้ำหนักเกินได้น้อยกว่าเด็กที่กินนมแม่เพียงช่วงสั้นๆ นอกจากนี้ปัจจัย ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พฤติกรรมการบริโภคและการออก กำลังกายของคนในครอบครัว การศึกษาของผู้ปกครอง เป็นต้น

พฤติกรรมการบริโภคมีผลต่อภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งเด็กในวัยนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง

ทางร่างกาย และจิตใจอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ เป็นระยะที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วร่างกายต้องสร้างเซลล์เนื้อเยื่อ กระดูก ฟัน และอวัยวะอื่นๆ อีกทั้งมีการเพิ่มของน้ำหนักตัวส่วนสูง ต่อมต่างๆ ทำงานมากขึ้น จึงเป็นช่วงที่เด็กมีความต้องการสารอาหาร และพลังงานที่ค่อนข้างสูงการรับประทานอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมจะช่วยให้ภาวะโภชนาการดีห่างไกลจากโรคอ้วน ดังนั้นในการป้องกันการเกิดโรคอ้วนในเด็กก่อนวัยเรียนนั้น มารดาควรมีการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้องให้แก่บุตรเพื่อให้บุตรสามารถสร้างนิสัยการบริโภค และมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เพื่อลดปัญหาการเกิดโรคอ้วนในเด็ก เพราะถ้าเด็กได้รับอิทธิพลอันจะ
ส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่ดีในการรับประทานเร็วเท่าไร เด็กย่อมจะมีโอกาสที่จะมีพฤติกรรมที่ดีในการบริโภคมากเท่านั้น

  1. หลีกเลี่ยงการซื้อขนม ของหวานเก็บไว้ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็นหรือห้องครัว ควรซื้อผักหรือผลไม้สด

รวมถึงนม และอาหารประเภทนมเก็บไว้เก็บไว้แทน เพราะเด็กจะได้ฝึกลดการกินขนม ของหวาน และหันมารับประทานของที่มีอยู่ภายในบ้านแทน

  1. ควรให้เด็กหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารทอด อาหารที่มีกะทิ อาหารฟาสท์ฟูด (Fast food) เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมาก เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หนังไก่ทอด ขนมขบเคี้ยวต่างๆ และไอศกรีม ซึ่งนอกจากจะให้พลังงานมากแล้ว ส่วนใหญ่มักจะมีไขมันเป็นส่วนประกอบ มีกากใยอาหารน้อย ไม่ดีต่อสุขภาพ ควรรับประทานในปริมาณที่น้อยที่สุด
  2. ให้เด็กรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งมีวิตามิน รวมทั้งใยอาหารที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลาย แต่ควรงดหรือหลีกเลี่ยงอาหาร และเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จำพวกน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน ทอฟฟี่ ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลสูงดูดซึมเร็วโดยที่ร่างกายไม่ต้องย่อยสลาย ซึ่งจะถูกเก็บสะสมในรูปของไขมัน
  3. หากรับประทานอาหารระหว่างมื้อ ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และให้พลังงานไม่สูงนัก เช่น ผลไม้ สลัด ส้มตำ ยำต่าง ๆ นม ควรหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ
  4. ให้เด็กดื่มนมแต่พอดี เด็กอนุบาลดื่มนมเพียงวันละ 2 – 3 มื้อ ก็เพียงพอ
  5. ให้เด็กรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ โดยแต่ละมื้อควรมีปริมาณใกล้เคียงกัน และควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา งดการรับประทานอาหารจุบจิบไม่เป็นมื้อ
  6. ควรให้เด็กรับประทานอาหารเช้าทุกวัน เพราะการงดอาหารเช้าจะทำให้เด็กหิว และหาอาหารอื่นที่ไม่มีประโยชน์มากินแทนข้าว และไม่ควรให้เด็กงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะจะทำให้รับประทานได้มากในมื้อถัดไป
  7. ให้เด็กหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหวานจัดหรือเค็มเกินไป เพราะจะทำให้เด็กเป็นคนติดอาหารรสจัดซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพ อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคความดันโลหิตสูง
  8. ให้เด็กรับประทานอาหารในสถานที่ที่จัดไว้เท่านั้น เมื่อเด็กรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ลุกจากโต๊ะหรือเก็บอาหารที่เหลือเข้าที่เก็บทันที
  9. ให้เด็กหลีกเลี่ยงการกินอาหารหรือของว่าง (ขนมขบเคี้ยว) ในขณะดูโทรทัศน์ เพราะการรับประทานอาหารขณะดูโทรทัศน์จะทำให้ลืมความอิ่มไปและอาจรับประทานอาหารมากเกิน
  10. สอนเด็กให้มีวินัยในการรับประทาน ได้แก่ การรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ตักอาหารแต่พอควร รับประทานอาหารไม่มีเสียงดัง การตักในปริมาณที่พอคำ การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน การรับประทานอาหารที่เพียงพอให้อิ่ม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีบิดามารดาคอยเป็นแบบอย่างหรืออยู่ร่วมด้วย และควรฝึกวินัยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง สำหรับปริมาณอาหารที่เด็กควรได้รับในแต่ละมื้อ ประกอบด้วย ข้าว 2 – 3 ทัพพี เนื้อสัตว์ 2 – 3 ช้อนโต๊ะ ผักสุก 1 – 1.5 ทัพพี และผลไม้ 1 ส่วน นอกจากนี้
  11. ฝึกฝนให้เด็กรับประทานช้าๆ ซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถแยกแยะระหว่างความหิว และความอิ่มได้ เพราะการรับประทานอย่างช้าๆจะเกิดการย่อย และการดูดซึมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ความอิ่มเพราะอาหารเต็มท้อง
  12. ไม่ควรซื้อเครื่องดื่มพวกน้ำอัดลม น้ำหวาน เก็บไว้ในตู้เย็น เพราะจะทำให้เด็กติดพฤติกรรมชอบดื่มน้ำอัดลมได้ง่าย
  13. มารดาควรเป็นแบบอย่างในการรับประทานอาหารที่ดี มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยฝึกวินัยให้แก่เด็กในทางอ้อมได้
  14. พ่อแม่ควรศึกษา และทำความเข้าใจทางด้านโภชนาการของอาหาร ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเลือกซื้ออาหาร และช่วยให้ง่ายต่อการจัดตารางอาหาร
  15. อาหารที่จัดเตรียมในแต่ละวัน ควรเป็นอาหารที่มีการปรุงเอง ไม่ควรใช้อาหารปรุงสำเร็จรูป เพราะจะเป็นการสร้างนิสัยการรับประทานอาหารแบบซื้อสำเร็จให้แก่เด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กไม่มีการฝึกทำอาหารเอง
  16. หลีกเลี่ยงการตามใจลูกในเรื่องการเลือกซื้อขนม และอาหารที่ไม่เหมาะสม หากตามใจเด็กปล่อยครั้งจะทำให้เกิดนิสัยการเลือกซื้อในสิ่งที่เด็กชอบ ซึ่งเด็กวัยนี้จะชอบรับประทานอาหารประเภทขนมหรือของหวานอยู่แล้ว
  17. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกซื้ออาหาร และการทำอาหาร โดยมารดาเป็นผู้แนะนำหลักการเลือกซื้อ และหลักการทำอาหารที่ถูกต้อง
  18. มีการวางแผนการทำอาหารไว้ล่วงหน้า สับเปลี่ยนอาหารเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซาก และจัดอาหารที่เด็กชอบเป็นระยะ
  19. หลีกเลี่ยงการห้ามลูกกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกอยากกินมากขึ้น แต่ให้กินเพียงในปริมาณที่พอเหมาะหรือให้กินในบางเวลา เช่น วาระโอกาสพิเศษ หรือมีงานเลี้ยงสังสรรค์
  20. การอยู่พร้อมหน้ากัน โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหารจะช่วยให้เด็กฝึกการรับประทานอาหารที่ดีได้ แต่หากปล่อยให้เด็กรับประทานอาหารเพียงลำพัง เด็กจะมีพฤติกรรมตามใจตัวเอง
  21. หลีกเหลี่ยงการใช้คำหยาบหรือเสียงดุด่าขณะรับประทานอาหาร เพราะหากเกิดภาวะที่พ่อแม่ทะเลาะกัน เด็กจะรีบรับประทานอาหาร รับประทานอาหารอย่างรวดเร็ว เพื่อรีบลุกจากโต๊ะ
  22. อย่าใช้อาหารเป็นเครื่องลงโทษหรือให้รางวัลแก่เด็ก การให้เด็กอดอาหารเพื่อเป็นการลงโทษนั้นอาจทำให้เด็กกังวลว่า จะรับประทานอาหารไม่พอ ผลก็คือเด็กพยายามกินมากขึ้นเท่าที่จะมีโอกาส ในทำนองเดียวกันการให้ของหวานเด็กเป็นรางวัลจะทำให้เด็กคิดว่า ขนม และของหวานเป็นอาหารที่มีคุณค่า

 

 

โภชนาการสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน

โภชนาการสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน           

            โภชนาการเป็นสิ่งสำคัญในเด็ก หากมีสิ่งใดมาทำให้การเจริญเติบโตต้องชะงักไป จะเป็นผลเสียต่อเด็กเป็นอย่างยิ่ง อาจทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพด้อยไปได้ เด็กจึงควรได้รับพลังงานและสารอาหารอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การให้อาหารเด็กอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่ครบทั้ง 5 หมู่ จะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก มีระดับสติปัญญาไม่ดีเท่าที่ควร และเจ็บป่วยบ่อย เด็กควรได้กินอาหารหลักครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละชนิดควรกินให้หลากหลายชนิด วันละ 3 มื้อ และดื่มนมเป็นอาหารเสริม

 

อาหารเด็กวัยก่อนเรียน 1 – 3 ปี

เด็กเมื่อพ้นอายุ 1 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 6 ปี จัดอยู่ในวัยก่อนเรียนซึ่งแบ่นมแม่ยังมีคุณภาพดี แต่ปริมาณไม่พองเป็น 1 – 3 ปี และ 4 – 6 ปี เด็กวัยนี้ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างช้าๆ แต่การเจริญเติบโตทางสังคม ลักษณะนิสัย และทางอารมณ์ เกิดขึ้นอย่างมากในวัยนี้ พฤติกรรมการบริโภคจะพัฒนาในช่วงวัยเด็กและจะติดตัวไปจนเป็นวัยผู้ใหญ่ดังนั้น การสร้างนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่เด็กจะส่งผลต่อไปในอนาคต เด็กวัยก่อนเรียนอายุ 1 – 3 ปี ควรมีน้ำหนัก 13 กิโลกรัม สูง 90 เซนติเมตร ควรได้รับพลังงานและสารอาหารใน 1 วัน ดังนี้

พลังงาน 1,000 กิโลแคลอรี             โปรตีน 18 กรัม                        วิตามินเอ 400 ไมโครกรัม

วิตามินซี 40 มิลลิกรัม                    ไธอะมิน 0.5 มิลลิกรัม               ไรโบฟลาวิน 0.5 มิลลิกรัม

โฟเลท 150 ไมโครกรัม                  ไนอะซิน 6 มิลลิกรัม                  แคลเซียม 500 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 460 มิลลิกรัม                แมกนีเซียม 60 มิลลิกรัม            เหล็ก 5.8 มิลลิกรัม

ไอโอดีน 90 ไมโครกรัม                 สังกะสี 2 มิลลิกรัม

เพื่อให้เด็กวัยก่อนเรียน อายุ 1 – 3 ปี ได้รับพลังงานและสารอาหารเพียงพอใน 1 วัน ควรได้รับอาหาร ดังนี้

ไข่ เป็นไข่เป็ด หรือไข่ไก่ก็ได้แต่ควรปรุงให้สุก ควรให้เด็กดื่มนมรสจืด

เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง  ให้กินเนื้อสัตว์หลากหลาย หมุนเวียนกันไปควรให้กินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถ้าเป็นปลาต้องระวังในเรื่องก้าง และถ้าเป็นปลาทะเลเด็กก็จะได้รับไอโอดีนด้วย

ข้าวสุก ก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี ขนมปัง อาหารในกลุ่มนี้ให้กินข้าวเป็นหลัก ถ้าเป็นไปได้ให้กินข้าวไม่ขัดสีจนขาว จะได้ประโยชน์มากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว และให้กินอย่างอื่นสลับบ้างเพื่อไม่ให้เด็กเบื่อ

ผักใบเขียว ผักสีส้ม สีเหลือง  อาจเป็นผักสดหรือทำให้สุก ผักให้วิตามินเกลือแร่ และใยอาหารซึ่งใยอาหารจะช่วยในการขับถ่าย

ผลไม้สด ควรเป็นผลไม้ตามฤดูกาล และเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจัด

น้ำมันจากพืช จากสัตว์ เนย กะทิ ควรเลือกใช้น้ำมันจากพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง

หลักการจัดอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน

  1. จัดอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการในมื้อหลักควรมีอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้เด็กวัยนี้ได้พลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
  2. จัดอาหารให้น่ารับประทาน เพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากรับประทานอาหาร ให้อาหารมีกลิ่น สี น่ารับประทานโดยรักษาสีธรรมชาติของอาหารไว้
  3. จัดอาหารให้หลากหลาย อาหารมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น มีนุ่ม กรอบ เหลว เป็นต้น
  4. จัดอาหารให้มี 4 – 5 มื้อ ใน 1 วัน โดยมื้อว่างควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรเป็นอาหารว่างที่หวานจัด หรืออาหารที่ทอดโดยใช้น้ำมันมากๆ เพราะจะทำให้เด็กได้รับพลังงานมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กอ้วนได้
  5. จัดอาหารแปลกใหม่ที่มีประโยชน์ให้เด็กทานเสมอๆ ถ้าเด็กไม่ทานก็ไม่ควรบังคับเว้นระยะแล้วให้ลองทานใหม่
  6. รสชาติของอาหารที่จัดให้เด็กไม่ควรรสจัดจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน เค็ม เปรี้ยว
  7. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดรายการอาหาร จะทำให้เด็กทานอาหารมากขึ้น

 

อาหารเด็กวัยก่อนเรียนช่วงอายุ 4-6 ปี

เด็กเป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตเป็นวัยที่มีการเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ ตลอดจนมีกิจกรรมการเล่นหรือการออกกำลังกายสูงกว่าวัยอื่น ๆ ร่างกายจึงมีความต้องการสารอาหารต่าง ๆในปริมาณสูง การมีโภชนาการที่ดีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในวัยนี้จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

โภชนาการที่เหมาะสมนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมพัฒนาการของลูกน้อย เพราะเด็กจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งทางร่างกายและสมองโดยเฉพาะการเจริญเติบโตของสมอง ยังเป็นไปอย่างรวดเร็ว อาหารสำหรับเด็กวัยก่อนวัยเรียน จึงเป็นการวางรากฐานชีวิตที่ดีสำหรับเด็กทั้งในขณะที่อยู่ในวัยนี้ และระยะต่อไป  การขาดอาหารในระยะนี้จะส่งผลให้เด็กมีสติปัญญาการเรียนรู้ด้อยลง การเจริญเติบโตชะงักทำให้ร่างกายแคระแกรน ไม่แข็งแรง เจ็บป่วย และติดเชื้อง่าย มีอัตราการเสียชีวิตสูงพ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารอย่างถูกต้องและเพียงพอกับความต้องการตามวัยด้วย

อาหารที่เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 4- ปี) ควรได้รับในแต่ละวัน

หมวดข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว และแป้งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญซึ่งร่างกายควรได้รับวันละ 6 ทัพพี เด็กก่อนวัยเรียนเริ่มอยากกินอาหารของผู้ใหญ่ ชอบข้าวสวยนิ่ม ๆ มากกว่าข้าวต้ม อาจมีแกงจืดเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เด็กกลืนง่ายขึ้น

ผักใบเขียว และผักอื่น ๆเด็กมักจะชอบผักที่มีสีสรรดึงดูดสายตา เช่น แครอท เมล็ดถั่วลันเตา หรือผักบางชนิดเช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดขาวซึ่งเมื่อต้มสุกจะนิ่มและมีรสหวาน ในปริมาณวันละ 3 ทัพพี หรืออาจจะเป็น 1 ทัพพีในแต่ละมื้อ

ผลไม้ คุณแม่ควรให้ลูกได้เลือกรับประทานผลไม้สดตามฤดูกาล ในปริมาณ 2 ส่วน (1 ส่วนของผลไม้แต่ละชนิดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาด เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ผล ส้มเขียวหวาน 1 ผลกลาง มะม่วงสุกครึ่งผลเล็ก มะละกอสุก 6 ชิ้นพอคำ)เพื่อช่วยให้เด็กได้รับวิตามินซี วิตามินเอ ใยอาหาร น้ำผลไม้ควรจำกัดปริมาณเมื่อดื่มให้ดื่มเป็นน้ำผลไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ (120 มิลลิลิตร คิดเท่ากับผลไม้ 1 ส่วน)

นมเด็กควรดื่มนมเป็นประจำวันละ 2-3 แก้วควรเลือกนมชนิดจืด เพื่อฝึกเด็กให้คุ้นเคยกับรสธรรมชาติ ถ้าเด็กปฏิเสธการดื่มนมอาจลองอาหารธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ตซีเรียล ซึ่งต้องกินกับนมหรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของนม เช่น โยเกิร์ตชีส เป็นต้น นม 1 แก้วของเด็กก่อนวัยเรียน ขนาด 180 มิลลิลิตร หรือชีสขนาด 50-60 กรัม หรือโยเกิร์ต 3/4 ถ้วยตวง และหลังจากที่เด็กอายุ 2 ขวบไปแล้ว อาจเลือกผลิตภัณฑ์พร่องมันเนย

ไขมันใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร ลดปริมาณของทอดหรือของมัน ให้ใช้เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผลิตภัณฑ์นมพร่องไขมันหรือถ้าเป็นขนมที่มีไขมันมาก ของว่างที่ผลิตจากโรงงานอาหารควรอ่านฉลากอาหารประกอบ

 ความต้องการสารอาหารในวัยเด็กก่อนเรียน อายุ 4-6 ปี

1.พลังงาน เด็กวัยก่อนเรียนต้องการพลังงานเพื่อการเจริญเติบโตและทำกิจกรรมต่างๆ ปัญหาที่พบบ่อยคือ ได้รับอาหารที่ให้พลังงานไม่เพียงพอ ควรให้เด็กวัยนี้กินอาหารอย่างเพียงพอ เด็กอายุช่วง 4-6 ปี ควรได้วันละ 1,450 กิโลแคลอรี่ พลังงานที่ได้รับนี้ ควรมาจากคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 50-60ไขมันร้อยละ 25-35 และโปรตีนร้อยละ 10-15 ของพลังงานทั้งหมด

การคำนวณความต้องการพลังงานเด็กวัยก่อนเรียน อาจทำได้ดังนี้ เด็กอายุหนึ่งปีเต็ม ต้องการพลังงาน 1000 กิโลแคลอรี่ เมื่ออายุ 1 ปีให้บวก 100แคลอรี่ต่อปี

เช่น  เด็กอายุ 4 ปี จะต้องการพลังงาน =1000 + 300 = 1300 กิโลแคลอรี่

  1.   โปรตีน  ความต้องการโปรตีนเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวในเด็กสูงกว่าวัยผู้ใหญ่ ในเด็กอายุ 4-6 ปีต้องการโปรตีน 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

3.วิตามินและเกลือแร่  มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ถ้าขาดก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เด็กวัยนี้เป็นถ้าได้รับนม 2-3 ถ้วย ก็จะทำให้ได้รับแคลเซียมและฟอสฟอรัสเพียงพอต่อการสร้างกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังได้วิตามินอื่นๆอีก ได้แก่ วิตามินเอ ดี บีสิบสอง บีหนึ่ง และไนอะซินด้วย

4.เหล็ก เด็กอายุ 1-6 ปี ควรได้รับเหล็ก 10 มก.ต่อวัน การให้อาหารเสริมที่มีธาตุเหล็กจึงจำเป็น อาหารที่มีธาตุเหล็กมาก ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้งและผักใบเขียว

5.แคลเซียม เด็กวัยนี้จำเป็นต้องได้รับแคลเซียมในปริมาตรที่เพียงพอในการเจริญเติบโต เด็กวัยนี้จำเป็นต้องได้รับแคลเซียมมากกว่าวัยผู้ใหญ่ 2-3 เท่า อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับเด็กวัยนี้ ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม แคลเซียมในนมนั้นร่างกายสามารถดูดซึมได้มากกว่าแคลเซียมในอาหารอื่น

  1. สังกะสี มีความจำเป็นในการเจริญเติบโต การขาดสังกะสีจะมีผลให้เกิดการเจริญเติบโตล้มเหลว ความอยากอาหารลดลง เด็กวันนี้ควรได้รับสังกะสี 10 มก. ต่อวัน อาหารทีมีสังกะสีได้แก่ เนื้อสัตว์และอาหารทะเล
  2. น้ำ เด็กต้องการน้ำ 4-6 แก้วต่อวัน หรือ 1000-1500 มล.

ถ้าเด็กได้รับอาหารพวกนม ข้าว เนื้อสัตว์ ปลา อาหารทะเล ถั่ว ผัก และผลไม้ครบแล้ว ก็จะทำให้ได้พลังงาน เกลือแร่ และวิตามินครบตรงตามความต้องการของร่างกาย

 

การส่งเสริมภาวะโภชนาการสำหรับเด็ก

การเพิ่มขนาดของร่างกายเป็นสิ่งบอกการเจริญเติบโต ร่างกายของอวัยวะต่างๆ และเนื้อเยื่อมีการเพิ่มจำนวนหรือขนาดของเซลล์ซึ่งการเจริญเติบโตขึ้นกับอิทธิพลของพันธุกรรม  พฤติกรรมสิ่งแวดล้อมฮอร์โมนและองค์ประกอบด้านโภชนาการ ดังนั้นจึงต้องมีการส่งเสริมภาวะโภชนาการของเด็กในทุกด้านซึ่งต้องอาศัยความรู้ของบุคลากรทางด้านความต้องการภาวะโภชนาการของเด็กแต่ละวัย  สภาพความสามารถของร่างกายที่จะรับสารอาหารในรูปแบบต่างๆ เช่น พลังงาน โปรตีนหรือวิตามินเพื่อที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ให้ร่างกายเกิดความสมดุลอย่างสูงสุด  สิ่งบอกการเจริญเติบโต คือ การเพิ่มขนาด หรือจำนวน/ของอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายซึ่งขึ้นกับ พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม ฮอร์โมนและองค์ประกอบด้านโภชนาการ

การสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีแก่เด็กก่อนวัยเรียน

เด็กมีการเจริญเติบโตของร่างกาย และมีการเล่นออกกำลังกาย ทำให้สูญเสียพลังงานไป จึงต้องจัดอาหารให้เพียงพอ และให้เพิ่มเมื่อเด็กต้องการ ไม่ควรบังคับหรือฝืนใจเด็ก ควรหาวิธีปรุงอาหารตามที่เด็กชอบ การสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีแก่เด็กมีแนวทางดังนี้

  1. ควรฝึกให้เด็กในวัยนี้ได้รับประทานอาหารหลักวันละ 3 มื้อ ให้มีอาหารว่างระหว่างมื้อเช้า

และบ่าย จะเป็นนมสดหรือนมถั่วเหลือง วันละ 2-3 แก้ว

  1. เด็กในวัยนี้ ต้องการอาหารเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ควรเพิ่มปริมาณสารอาหารให้มากกว่า

เดิม เพราะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จำเป็นที่ต้องให้อาหารโปรตีนเพิ่มมากขึ้น จึงต้องปรุงอาหารด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆบ้าง เพราะเด็กสามารถเคี้ยวได้แล้ว

  1. ควรหัดให้เด็กได้รับประทานอาหารทุกชนิด ผักและ ผลไม้สดควรมีทุกวัน โดยให้เด็กหัด

รับประทานเล่นๆ เช่น แตงกวา มะละกอสุก ส้ม ฯลฯ เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การตักอาหารให้เด็กควรตักทีละน้อย และเพิ่มให้อีกเมื่อต้องการ

  1. การให้เด็กลองรับประทานอาหารใหม่ ควรให้ครั้งละน้อยๆ ปรุงรส มีสีสันตามความชอบ

ของเด็ก ค่อยๆ ปรับปรุงให้เหมาะสมตามความต้องการของเด็ก ไม่ควรให้รางวัลจูงใจให้เด็กรับประทานอาหารเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ถูกต้อง

  1. ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร

เพราะเด็กชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ ไม่ควรปรุงอาหารรสจัดสำหรับเด็ก ควรเป็นอาหารย่อยง่ายสะดวกต่อการรับประทานของเด็ก

  1. ควรหาวิธีการ หรือ เทคนิคในการจูงใจ ให้เด็กรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยไม่

ต้องบังคับให้เด็กรับประทาน โดยการปรุงแต่ง รูป รส ของอาหารให้น่ารับประทาน เช่น เด็กไม่กินผัก ควรจะนำมาชุบแป้งทอดกรอบ แล้วจัดให้ดูน่ากิน

  1. จัดอาหารให้น่ารับประทาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการรับประทานอาหารที่มี

สีสันสวยงามชิ้นที่พอดีคำ แม้แต่เด็ก การจัดอาหารย่อมต้องสวยงามเพื่อให้มองแล้วอิ่มใจแบบผู้ใหญ่ และจัดเป็นคำๆไม่ใหญ่เกินไป เด็กจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการรับประทานอาหาร

  1. ลักษณะและรสชาติของอาหารต้องอร่อยแต่ไม่ควรเค็มจัดหรือหวานจัดเกินไป
  2. บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีมีผลต่อการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานพร้อม

ผู้ใหญ่ในบรรยากาศที่สนุก ไม่เคร่งเครียด สถานที่ไม่อับจนเกินไป แต่ไม่ควรเดินป้อนเพราะจะทำให้เด็กขาดระเบียบและไม่รู้จักเวลาในการดำเนินชีวิตต่อไป ผู้ใหญ่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษามารยาทในโต๊ะอาหาร

  1. เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการเตรียมโต๊ะอาหาร เช่น การจัดโต๊ะ ช้อนส้อม และให้

เด็กมีส่วนร่วมในการปรุงอาหารได้บ้าง เช่น ขนมปังทาแยม ให้เด็กเป็นคนทาแยม ทอดไข่อาจให้เด็กช่วยตอกไข่ใส่จาน หรือการหั่นผัก เตรียมผัด ผู้ใหญ่ควรพิจารณาดูความสามารถให้เหมาะกับอายุของเด็กด้วย

 

สรุป

            โภชนาการในเด็กเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการส่งเสริมภาวะโภชนาการเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการ อาหารที่จัดให้ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมกับวัย ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เพียงพอกับความต้องการและตรงกับลักษณะนิสัยของเด็ก โดยเน้นอาหารหลัก 5หมู่ อาหารเสริม เนื่องจากเด็กก่อนวัยเรียนมีความต้องการพลังงานและสารอาหารในปริมาณค่อนข้างสูงจากการที่ร่างกายของเด็กกำลังเจริญเติบโต หากได้รับไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อาจทำให้เด็กเกิดปัญหาทางโภชนาการขึ้น ซึ่งปัญหาทางโภชนาการที่พบบ่อย ได้แก่ โรคขาดโปรตีนและพลังงาน โรคขาดสารไอโอดีน โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และโรคขาดวิตามินเอ ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยต่อการบริโภค ตลอดจนมีปริมาณพอเพียงและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกายร่วมกับการให้โภชนศึกษาแก่พ่อแม่ และการเฝ้าระวังทางโภชนาการ โดยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ทุก 3 เดือน แล้วนำน้ำหนัก ส่วนสูง ไปเทียบกับกราฟมาตรฐาน ซึ่งเป็นกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทย จะเห็นได้ว่าโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก เด็กจึงควรได้รับการส่งเสริมภาวะโภชนาการอย่างถูกต้อง เพื่อให้มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเหมาะสมกับวัย สามารถเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต

 อ.จุไรรัตน์ วัชรอาสน์

ความฉลาดทางอารมณ์กับเด็ก

ความฉลาดทางอารมณ์กับเด็ก

 

ความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว : Emotional Quotient) หมายถึง ความสามารถที่จะเข้าใจ และควบคุมอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสมตามวัย สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ความฉลาดทางอารมณ์จะทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่เหมาะสม

คุณลักษณะของเด็กที่มี EQ ดี

Daniel Goleman ได้จำแนกความฉลาดทางอารมณ์ ออกเป็น 2 ทักษะใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ทักษะการจัดการตนเอง (Self-Management Skills)ได้แก่ ความสามารถในการรู้จักตนเองทั้ง

จุดเด่นและจุดด้อย ความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ความมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต มีความขยันขันแข็ง มุ่งมั่นในการทำงาน การคิดเชิงบวก (Positive Thinking) และไม่ท้อถอยเมื่อพบกับปัญหาหรืออุปสรรค

  1. ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relationship Skills)ได้แก่ ความสามารถในการเข้าใจและเห็น

อกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีทักษะการเข้าสังคม รู้จักระมัดระวังคำพูด รู้ว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ รู้กาลเทศะ การสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ ความสามารถในการโน้มน้าว ชักจูงให้ผู้อื่นคล้อยตามความคิดเห็นหรือร่วมมือด้วย

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาการประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็ก ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ได้ทราบถึงจุดดีจุดเด่นของลักษณะความฉลาดทางอารมณ์ที่ควรส่งเสริมและจุดอ่อนที่ควรพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถใช้ในการติดตามเพื่อดูพัฒนาการทางอารมณ์ว่ามีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใดเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยการประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กจากคุณลักษณะ 3 ด้าน คือ ดี เก่ง และสุข ดังนี้

ด้านดี   หมายถึง   ความพร้อมทางอารมณ์ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ประกอบด้วย

1.ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง เช่น รู้อารมณ์และความ

ต้องการของตนเอง, ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้ และ แสดงออกอย่างเหมาะสม

2.ความสามารถในการเห็นใจผู้อื่น อาทิ ใส่ใจผู้อื่น, เข้าใจและยอมรับผู้อื่น และแสดงความเห็น

ใจอย่างเหมาะสม

3.ความสามารถในการรับผิดชอบ คือ รู้จักการให้ รู้จักการรับ, รู้จักรับผิด รู้จักให้อภัย และเห็น

แก่ประโยชน์ส่วนรวม

ด้านเก่ง หมายถึง  ความพร้อมทางอารมณ์ที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ ประกอบไปด้วย

1.ความสามารถในการรู้จักและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง นั่นคือ รู้ศักยภาพของตนเอง, สร้าง

ขวัญและกำลังใจให้ตนเองได้ และมีความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย

2.ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหา ได้แก่ รับรู้และเข้าใจปัญหา, มีขั้นตอนในการ

แก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม และมีความยืดหยุ่น

3.ความสามารถในการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น เช่น รู้จักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น, กล้า

แสดงออกอย่างเหมาะสม และแสดงความเห็นที่ขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์

ด้านสุข หมายถึง  ความพร้อมทางอารมณ์ที่ทำให้ตนเองมีความสุข ประกอบไปด้วย

1.ความภูมิใจในตนเอง คือ เห็นคุณค่าในตนเอง, เชื่อมั่นในตนเอง

2.ความพึงพอใจในชีวิต อาทิ รู้จักมองโลกในแง่ดี, มีอารมณ์ขัน และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่

3.ความสงบทางใจ เช่น มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความสุข, รู้จักผ่อนคลาย และมีความสงบทาง

จิตใจ

แต่ละด้านแบ่งเป็นคุณสมบัติย่อยๆ รวม 9 ลักษณะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้เกิดแก่ลูกในวัย 3 – 5 ปี และ 6 – 11 ปี ดังต่อไปนี้

เด็กก่อนวัยเรียน   อายุ 3 – 5 ปี เด็กวัยเรียน  อายุ 6 – 11 ปี
ดี รู้จักอารมณ์ ดี ควบคุมอารมณ์
มีน้ำใจ ใส่ใจ และเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น
รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ยอมรับผิด
เก่ง การกระตือรือร้น/สนใจใฝ่รู้ เก่ง มุ่งมั่นพยายาม
ปรับตัวตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวต่อปัญหา
กล้าพูดกล้าบอก กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม
สุข มีความพอใจ สุข พอใจในตนเอง
อบอุ่นใจ รู้จักปรับใจ
สนุกสนานร่าเริง รื่นเริงเบิกบาน

ซึ่งจะเห็นว่าในเด็กวัยแรกเกิด – 5 ปี องค์ประกอบของอีคิวที่สำคัญที่พ่อแม่ควรเสริมสร้างให้ลูกมีดังนี้

  1. การรู้จักและควบคุมอารมณ์การส่งเสริมให้ลูกควบคุมอารมณ์ได้ดี เริมต้นที่การฝึกให้ลูกรู้ว่าเขากำลังมีอารมณ์อย่างไร รู้จักถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด เพื่อที่ลูกจะได้รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง เมื่อโตขึ้นจะสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี การควบคุมตนเอง มี 2 ประการ คือการควบคุมความอยากได้ อยากเป็น ไม่ตามใจตัวเอง และการควบคุมอารมณ์ ลูกควรรู้จักอารมณ์ตนเองและสามารถทำให้อารมณ์สงบได้ โดยที่ไม่เก็บกดอารมณ์ความรู้สึกไว้
  2. การเรียนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกและการยอมรับผิดการสอนให้ลูกรู้ว่าอะไรที่ควรทำและอะไรไม่ควรทำ พ่อแม่ควรกำหนดขอบเขตว่าอะไรที่ลูกทำได้และอะไรที่ลูกทำไม่ได้ ควรสอนลูกเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในชีวิตประจำวัน พ่อแม่ควรมีเวลาพูดคุยกับลูกบ่อยๆ โดยการตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น อารมณ์และความรู้สึก หรือการพูดคุย อบรมสั่งสอนโดยการสอดแทรกไปกับการเล่านิทาน การใช้สุภาษิตและคำพังเพย เป็นต้น ลูกๆจึงจะสามารถซึมซับคำสอนเหล่านั้นได้ พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกควบคุมความประพฤติตนเอง ด้วยการที่พ่อแม่เป็นคนช่วยควบคุมความประพฤติอย่างสม่ำเสมอ เมื่อลูกโตขึ้นจะเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองได้ในที่สุด นอกจากนี้ลูกๆควรได้รับการฝึกวินัยในเรื่องเหล่านี้ ได้แก่ วินัยในกิจวัตรประจำวัน เช่น การเก็บสิ่งของเข้าที่ ปฏิบัติตามกฎระเบียบ รู้จักกาลเทศะและช่วยเหลือตนเองให้เหมาะสมกับวัย วินัยในการควบคุมตนเอง เช่น ควบคุมอารมณ์ได้ดี และอดทนต่อความลำบากได้ตามวัย
  3. ความสนุกสนานร่าเริงความสุขของลูกเป็นความสุขแบบสนุกสนานเพลิดเพลิน คือ ความสุขที่เกิดจากการเล่น ไม่ว่าเป็นการเล่นตามลำพัง หรือการเล่นกับกลุ่มเพื่อน ลูกที่มีโอกาสได้เล่นสนุกสนานจะมีจิตใจร่าเริงแจ่มใส มีพื้นฐานอารมณ์ดี

ประโยชน์ของความฉลาดทางอารมณ์
          ประโยชน์ต่อการทำงานนักจิตวิทยาพบว่าคนที่มีอารมณ์ดี จะมีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ง่าย ตลอดจนมีทักษะอารมณ์ที่ดีในการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ทั้งที่บ้านและที่ทำงานหรือในเวลาที่ต้องออกสังคม ขณะเดียวกันความลาดทางอารมณ์ก็จะช่วยให้เรามองโลกในแง่ดี ทำให้มีพลังในการต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างไม่ท้อถอยสามารถสร้างกำลังใจให้กับตัวเองในยามล้มเหลว หรือมีปัญหาได้ ต่างจากคนที่มองโลกในแง่ร้ายที่มักจะมองเห็นแต่ปัญหาและความยุ่งยาก ทำให้ขาดกำลังใจที่จะผลักดันให้ฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ด้วยดี
           ประโยชน์ต่อความรักและครอบครัว  ครอบครัวที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต้องอาศัยความรัก ความเข้าใจและยอมรับได้ในข้อบกพร่องของผู้อื่น อีคิวหรือความฉลาดทางอารมณ์ จึงมีผลอย่างมากต่อความสงบสุขในบ้าน หรือในชีวิตคู่ ปัญหาความแตกแยก หย่าร้างข้อบกพร่องของอีกฝ่ายไม่ได้ เมื่อมีปัญหาก็ไม่หันหน้าคุยกันดีๆ หรือบางทีก็ใช้ความรุนแรง
             ประโยชน์ต่อการเรียน  การที่เด็กจะเรียนดี มีอนาคตที่ดี นอกจากความสามารถทางวิชาการแล้ว ยังต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ อีกมากโดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุ พบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เผชิญปัญหาทางด้านอารมณ์ความรู้สึก จนทำให้เสียโอกาสทางการศึกษาไปอย่างน่าเสียดาย เช่น ปัญหายาเสพติดปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน หรือปัญหาด้านพฤติกรรมอื่นๆ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มีที่มาจากความอ่อนแอทางเชาวน์ปัญญา แต่มาจากความอ่อนแอทางอารมณ์ ที่ไม่สามารถรู้เท่าทันและจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกทั้งของตนเองและผู้อื่นได้
            ประโยชน์ต่อตัวเอง  จิตใจมีผลต่อร่างกาย และความเครียด เป็นปัจจัยที่สำคัญของโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิด ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร ไมเกรน ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงโรคร้ายอย่างมะเร็ง เพราะเมื่อเรามีอารมณ์ดี ก็จะส่งผลดีให้ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย ตรงกันข้ามเมื่อเราเครียด วิตกกังวล หดหู่ เศร้าซึม ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะลดระดับลงทำให้ง่ายที่จะติดเชื้อ หรือเจ็บไข้ไม่สบาย

วิธีฝึกการพัฒนา EQ เด็ก ได้แก่
1. พ่อแม่หรือผู้ดูแลควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็ก อารมณ์เด็กขึ้นกับอารมณ์ผู้เลี้ยงดู
2. ไม่ต่อว่าเด็กต่อหน้าเด็กคนอื่นๆ หรือพูดเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ หรือพี่น้อง
3. กล่าวคำชมเชยเด็กเมื่อเด็กทำในสิ่งที่ดีและถูกต้องเป็นการเสริมแรงทางบวก ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ถูกชม

  1. เวลาเด็กทะเลาะกันอย่าใช้อารมณ์ตัดสิน
    5. ไม่ปกป้องมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กขาดทักษะ แก้ปัญหาไม่เป็น
    6. ไม่ตามใจเด็กมากเกินไป หรือกังวลมากเกินไป
    7. เด็กอารมณ์ร้อน ขี้โมโห จะต้องทำใจเย็นใช้เหตุและผล
  2. 8. ฝึกหัดระเบียบวินัยควรสร้างตั้งแต่เล็กๆ เช่น 7-8 เดือน เริ่มนั่ง กับรับประทานอาหาร ดูทีวีไม่เกิน

1 ชั่วโมงต่อวัน
9. ฝึกทุกอย่างด้วยความรัก ไม่ใช่การบังคับ แต่ด้วยเหตุผล

จะเห็นได้ว่า หากเด็กได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและเหมาะสม เด็กจะไอคิวและอีคิวดี ดังนั้นบุคคลที่มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมให้เด็กมีไอคิวและอีคิวดีนั่น ก็คือ พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กใกล้ชิด

อ.วารุณี

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย                 

จากการที่ได้มีโอกาสไปประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย พบว่าเด็กแต่ละคนมีการพัฒนาการที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจน คือ อารมณ์ การพัฒนาการทางอารมณ์ในวัยเด็กเป็นเรื่องสำคัญที่อาจมีผลถึงความเป็นผู้ใหญ่ต่อไป การพัฒนาการทางอารมณ์ เด็กวัย 2-5 ขวบ ส่วนใหญ่อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงง่าย และจะแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาอย่างเปิดเผย ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่และสภาพแวดล้อมทางสังคม จะมีผลต่อการพัฒนาการทางอารมณ์อย่างมาก เช่น เด็กที่เติบโตขึ้นจากสภาพแวดล้อมสงบเงียบได้รับความรักเอาใจใส่ และการตอบสนองความต้องการสม่ำเสมอพ่อแม่มีอารมณ์คงเส้นคงวา จะเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีอารมณ์มั่นคงกว่า เด็กที่มีสภาพแวดล้อมที่ตรงกันข้าม จะเป็นคนที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย(สมพร สุทัศนีย์,2547) ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาการทางอารมณ์มีหลากหลายด้วยกัน เช่น พันธุกรรม การเจ็บป่วย การเจริญเติบโตของสมอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ในที่นี้จะกล่าวถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถแก้ไขได้ง่าย

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการพัฒนาการทางอารมณ์ได้ดังนี้

  1. ระดับวุฒิภาวะ(Maturity)ของผู้เลี้ยงดู ผู้เลี้ยงดูที่อารมณ์เปลี่ยนปลงบ่อย เด็กจะปรับตัวตามไม่ทันจึง

เกิดการแสดงอารมณ์อิสระของตนเองออกมา หรือ อารมณ์กลัวเพราะปฏิบัติไม่ถูก ขาดความกล้าในการแสดงออก  การเรียนรู้(Learning) ของเด็กปฐมวัย เป็นผลจากประสบการณ์ที่ได้รับรู้ ได้สัมผัส จากการปฏิบัติ อบรมสั่งสอน และการปฏิสัมพันธ์

  1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบแผนของครอบครัว บางครอบครัวจะกำหนดข้อปฏิบัติต่างๆ ไว้

มากมาย และการปฏิบัติถูกกำหนดขึ้นที่ละน้อยๆ แต่แรกเริ่ม จนเป็นลักษณะนิสัย เช่นการกำหนดข้อปฏิบัติทำให้เด็กต้องปฏิบัติตามรูปแบบที่กำหนด จนขาดความเป็นผู้นำ ขาดความมั่นใจเมื่อโตขึ้นการเลี้ยงดูแบบเอื้ออาทร ให้ความรัก ความอบอุ่น เด็กจะเกิดความเห็นใจ เข้าใจสังคม การเลี้ยงดูแบบตามใจ ให้อิสระทุกอย่าง เด็กจะเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบสบายๆ ไม่ชอบระเบียบ วินัย เป็นต้น ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูที่ดี จะทำให้เด็กวัยนี้มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่เหมาะสมกับวัย และเป็นผู้ใหญ่ที่มารมณ์ที่มั่นคงในสังคมได้ เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวมักมีสาเหตุมาจากการขาดความรัก ความเอาใจใส่ การอบรมสั่งสอน ความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งอาจส่งผลให้พัฒนาการตามวัยของเด็กหยุดชะงักหรือล้มเหลวได้

  1. สถานภาพของครอบครัว ครอบครัวจุดเริ่มต้นของชีวิตเด็กทุกคน ลักษณะครอบครัว โครงสร้าง

ขนาดจำนวนสมาชิกในครอบครัว ความสัมพันธ์ในครอบครัว ฐานะเศรษฐกิจและสังคม เด็กที่มาจากครอบครัวขยาย จะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างอบอุ่น มีความเข้าใจผู้อื่น รู้จักแบ่งปัน มีโอกาสได้เห็น ได้รับรู้ที่หลากหลาย กว่าครอบครัวเดี่ยวแม้จะมีขนาดเล็กก็มีความเป็น ตัวของตัวเองใน การอบรมดูแลเด็กไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับบทบาทของพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ในการให้เวลาที่เหมาะสม ให้รูปแบบการดูแล และให้ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ทำให้เด็กเกิดความมั่นคงทางจิตใจและมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีได้

  1. สื่อ เทคโนโยยีต่างๆ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้การติดต่อ สื่อสารเป็นไปได้

อย่างรวดเร็วทำให้เด็กปฐมวัยได้รับข้อมูลเร็ว ประกอบกับเด็กวัยนี้มีการเลียนแบบได้เร็ว เมื่อเด็กได้รับการถ่ายทอดสิ่งใดและเป็นสิ่งที่เร้าความสนใจ เด็กมักจดจำและทำตามทันที โดยสะท้อนออกมาในคำพูดและการกระทำอย่างเด่นชัด เนื่องจากวัยนี้เด็กจะแสดงออกอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว ดังนั้นหากเด็กวัยนี้ได้รับข้อมูลจากสื่อที่ดี ก็จะทำให้เด็กมีพฤติกรรม อารมณ์ที่ดีได้

อ. สุวรรณา วุฒิรณฤทธิ์

ปัญหาการกินในเด็ก (Feeding problems in children)

ปัญหาการกินในเด็ก (Feeding problems in children)
พญ.วรวรรณ จงสง่าวิทยาเลิศ

การกินอาหารสำหรับเด็ก คือการให้สารอาหารแก่เด็กเพื่อให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่เหมาะสม เด็กเล็กยังไม่สามารถกินอาหารได้เองต้องอาศัยผู้เลี้ยงดูป้อนอาหาร ต่อมาเด็กจึงเริ่มเรียนรู้จนสามารถกินอาหารด้วยตนเองได้ ความสำคัญของการกินในเด็กนอกเหนือจะต้องคำนึงถึงสารอาหารที่เด็กควรจะได้รับแล้วการกินอาหารยังเป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างหนึ่งที่เด็กและคนในครอบครัวจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในช่วงมื้ออาหาร
ปัญหาการกิน ได้แก่ ปัญหาเด็กกินยาก ไม่ยอมกินข้าว เบื่ออาหาร กินช้า อมข้าว ฯลฯ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในสังคมไทย อันเนื่องจากความไม่เข้าใจในพัฒนาการและธรรมชาติการกินของเด็ก ในปัจจุบันพบปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความเครียดต่อทั้งผู้ปกครองและเด็กได้อย่างมาก และหากผู้ปกครองแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็ก หรือปัญหาพฤติกรรมอื่นๆตามมาได้ ดังนั้นจึงควรมีการป้องกันที่ดีและรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวตั้งแต่เบื้องต้น

อุบัติการณ์
ปัญหาการกินในเด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย มีรายงานอุบัติการณ์ที่พบในเด็กปกติได้ร้อยละ 20-50 และในเด็กพัฒนาการบกพร่องถึงร้อยละ 70-89 แต่อุบัติการณ์จะแตกต่างกันขึ้นกับประชากรที่ทำการสำรวจและคำจำกัดความของปัญหาการกิน

พัฒนาการด้านการกินของเด็ก
ผู้ปกครองควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการกินของเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมกับการฝึกฝนให้มีระเบียบวินัยในการกินอาหาร พัฒนาการด้านการกินของเด็กจะสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านร่างกายและสังคมของเด็กแต่ละช่วงวัย ดังแสดงในตารางที่ 1

2
จากตารางจะเห็นว่าเด็กอายุ 12-36 เดือนจะเริ่มกินอาหารที่มีลักษณะของเนื้ออาหารต่างๆกันได้มากขึ้น การเคี้ยวมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถดื่มน้ำจากแก้วปากกว้างได้ หลังจากอายุ 36 เดือนเด็กจะกินอาหารแข็งได้เหมือนผู้ใหญ่และดื่มน้ำและนมจากแก้วได้ ทั้งนี้ผู้ปกครองมีบทบาทในการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกินอาหาร เช่น ควรกินเมื่อไร ที่ไหน อะไร และใช้เวลากินอาหารแต่ละมื้อเพียงใด แต่สำหรับปริมาณอาหารนั้นเด็กจะเป็นผู้กำหนดเอง คำแนะนำการให้อาหารเด็กสำหรับผู้ปกครอง ดังแสดงในตารางที่ 2

3
การป้องกันปัญหาการกินในเด็ก
ปัญหาการกินในเด็กสามารถป้องกันได้ด้วยการฝึกหัดให้เด็กมีสุขนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่แรก โดยฝึกฝนให้เด็กมีระเบียบวินัย ให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆตามวัยและรับผิดชอบในการกินอาหารของตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อตนเองในเรื่องอื่นๆต่อไป Finney (1986) ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการฝึกระเบียบวินัยการกิน ซึ่งสามารถแนะนำตั้งแต่เด็กอายุ 15-18 เดือน ดังนี้
1) จัดเวลาอาหารให้สมาชิกทุกคนในบ้านนั่งร่วมโต๊ะพร้อมกัน ไม่เปิดโทรทัศน์ระหว่างมื้ออาหาร
2) กำหนดเวลาการกินอาหารไม่ให้นานเกินไป ไม่ควรเกิน 30 นาที
3) กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับมื้ออาหารให้เด็กปฏิบัติ เช่น นั่งอยู่บนเก้าอี้จนอิ่ม ใช้ช้อนตักอาหาร ห้ามบ้วนอาหาร เป็นต้น
4) บอกเด็กให้ทราบกฎเกณฑ์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทุกครั้งที่เริ่มมื้ออาหาร จนกว่าเด็กจะสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสม่ำเสมอ
5) ตักอาหารให้เด็กในปริมาณแต่น้อยที่เด็กจะกินได้หมด แล้วค่อยตักเติมใหม่หลังจากกินหมด แต่อย่าบังคับให้เด็กต้องกินให้หมดจาน
6) ให้เด็กมีส่วนร่วมในการสนทนาด้วย เวลาอาหารควรเป็นเวลาที่พูดแต่เรื่องดีๆ พูดชื่นชมเด็กถึงความดีที่เขาได้ทำ ต้องระวังที่จะไม่ว่ากล่าวตักเตือนหรือตำหนิเด็กในขณะกินอาหาร
7) ชมเด็กเมื่อปฏิบัติได้ตามกฎที่ตั้งไว้
8) เมื่อเด็กไม่ปฏิบัติตามกฎ เตือนให้เด็กได้แก้ไข แต่ถ้ายังคงฝืนกฎเป็นครั้งที่3 อาจใช้วิธีแยกเด็กไปอยู่ตามลำพังโดยไม่ให้ความสนใจเป็นเวลาชั่วขณะ
9) เมื่อหมดเวลาที่กำหนด ให้เก็บโต๊ะอาหารโดยไม่ต้องสนใจว่าเด็กจะกินหมดแล้วหรือไม่ ไม่ต้องพูดอะไรอื่นอีกนอกจากบอกว่าหมดเวลาแล้ว
10) ถ้าเด็กกินไม่หมด ไม่มีการให้อาหารหรือของว่างอื่นใดนอกจากน้ำเปล่าก่อนจะถึงมื้อถัดไป
11) ถึงแม้ว่าเด็กจะกินได้ตามปกติ ก็ควรกำหนดอาหารว่างไม่ให้มีมากเกินไป อาหารว่างเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าอาหารกินเล่นแต่ไม่มีคุณค่า เพราะถ้าเด็กกินอาหารเหล่านี้มากไปก็จะไม่หิวเมื่อถึงเวลาอาหาร
12) ถ้าเด็กปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องบอกกฎเกณฑ์เด็กอีกต่อไป แต่วิธีที่จะทบทวนไม่ให้เด็กลืมกฎก็คือการชมเป็นระยะๆที่เด็กทำได้ตามกฎนั้นๆ

สาเหตุของปัญหาการกินในเด็ก
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
• ให้อาหารตามตารางมากกว่าตามความต้องการของเด็ก
• ดื่มน้ำผลไม้ น้ำหวานหรือขนมมากเกินไประหว่างมื้ออาหาร
• มีผู้ดูแลหลายคน ทำให้ไม่มีความสม่ำเสมอในการให้อาหาร
• มื้ออาหารสับสน ไม่มีระเบียบ
• สถานที่กินอาหารไม่เหมาะสม เช่น หน้าโทรทัศน์ เกมคอมพิวเตอร์

ปัจจัยทางด้านตัวเด็ก
• กล้ามเนื้อช่องปากผิดปกติ
• โรคทางระบบประสาท ที่เกี่ยวข้องกับการดูด กลืน เคี้ยวอาหาร
• โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน กระเพาะอาหารบีบตัวผิดปกติ
• โรคหัวใจและปอด ทำให้เด็กมีอาการเหนื่อย
• โรคทางระบบหู คอ จมูกที่อาจทำให้เด็กสำลักเวลากลืนอาหารได้
• เริ่มให้อาหารช้าหรือเร็วเกินไป ไม่เป็นไปตามช่วงวัย
• การแพ้อาหาร
• ความอยากอาหารน้อย ที่เกิดขึ้นจากการกินยาหรือเกิดขึ้นเอง
• เด็กถูกทอดทิ้งหรือซึมเศร้า

ปัจจัยทางด้านผู้เลี้ยงดู
• ผู้เลี้ยงดูตอบสนองไม่เหมาะสม ไม่รู้ว่าเด็กหิวหรืออิ่ม
• บังคับให้เด็กกินเมื่อไม่หิว
• ไม่อนุญาตให้เด็กกินเอง เนื่องจากกลัวเด็กทำเลอะเทอะหรือกลัวว่าจะกินไม่หมด
• ควบคุมเด็กระหว่างมื้ออาหารมากเกินไป เช่น ห้ามเลอะเทอะ ต้องกินให้หมด

ปัญหาการกินที่พบบ่อยในเด็กและแนวทางแก้ไข
1. การปฏิเสธอาหาร (food refusal)
ปัญหานี้เป็นปัญหาการกินที่พบมากที่สุดในเด็ก โดยเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ปีและจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเข้าขวบปีที่สอง ซึ่งเป็นระยะที่เด็กกำลังพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองโดยการต่อต้านผู้ใหญ่ พร้อมกับที่มีความสนใจเรื่องการกินอาหารน้อยลง เด็กจะมีอาการกินช้า เคี้ยวช้า หรืออมอาหารไว้ในปากนานๆ จนถึงกับร้องไห้อาละวาดไม่ยอมกิน บ้วนทิ้งหรืออาเจียนที่กินเข้าไปแล้วออกมา ส่วนใหญ่เด็กที่มาด้วยปัญหานี้จะมีน้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ปกติ และเมื่อซักประวัติจะพบว่าเด็กได้รับอาหารในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน หากเด็กมีการเจริญเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์หรือได้รับอาหารปริมาณน้อยกว่าปกติ จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุทางกายเพิ่มเติม
แนวทางแก้ไขปัญหา
1. พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กรับผิดชอบการกินอาหารของตัวเอง ไม่แสดงความเดือนร้อนต่อการกินอาหารของเด็กมากนัก แต่พ่อแม่จะมีหน้าที่จัดเตรียมอาหารไว้ให้และฝึกวินัยการกินอาหารตามคำแนะนำที่กล่าวไว้เบื้องต้น
2. พ่อแม่ต้องใช้ความอดทนและเอาจริงในการปฏิบัติด้วยความสม่ำเสมอ
3. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเตรียมอาหาร
4. ให้อาหารปริมาณน้อย ชื่นชมถ้าเด็กกินหมด หลีกเลี่ยงการตำหนิเมื่อเด็กกินไม่หมด
5. อาจให้วิตามินรวมเสริมแก่เด็กในรายที่น้ำหนักน้อยหรือพ่อแม่กังวลว่าเด็กจะขาดสารอาหาร แต่ไม่ควรใช้ยากระตุ้นความอยากอาหาร

  1. เด็กเลือกกิน (picky eating)
    ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้จะมีการเจริญเติบโตปกติ แต่เลือกไม่กินอาหารบางอย่างที่พ่อแม่เห็นว่าควรกิน เช่น ไม่กินผัก
    แนวทางแก้ไขปัญหา
    1. หลีกเลี่ยงการบังคับเด็ก เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้เด็กเกลียดอาหารชนิดนั้นไปเลย
    2. ควรฝึกให้เด็กค่อยๆคุ้นเคย โดยดัดแปลงอาหารนั้นในรูปแบบต่างๆ หรือจัดอาหารนั้นๆบนโต๊ะอาหารบ่อยๆ แล้วค่อยๆชักชวนให้เด็กลองกินทีละน้อยโดยไม่บังคับ
    3. ผู้ใหญ่ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง โดยการกินอาหารนั้นด้วยท่าทีที่แสดงความชอบ
    4. อาจให้วิตามินรวมเสริมแก่เด็กหากพ่อแม่มีความกังวล

    จากเนื้อหาที่กล่าวมาทั้งหมด จะพบว่าปัญหาการกินเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก และการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเรื่องพัฒนาการด้านการกินของเด็กร่วมกับการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม แนวทางแก้ไขปัญหาการกินในเด็กที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม มีการเจริญเติบโตตามวัย ผู้เลี้ยงดูมีความมั่นใจและมีสัมพันธภาพที่ดีกับเด็กต่อไป

เอกสารอ้างอิง
1. วิฐารณ บุญสิทธิ. ปัญหาการกินในเด็ก. ตำราจิตเวชเด็กสำหรับกุมารแพทย์(ฉบับปรับปรุง), 2538 : 104-109
2. บานชื่น สุวรรณเทพ. พัฒนาการการกินอาหารในเด็ก. ตำราพัฒนาการเด็กและพฤติกรรมเด็ก เล่ม 3, 2556 : 139-155
3. นิดา ลิ้มสุวรรณ. ปัญหาการกินอาหารในเด็ก. http.//www.ramamental.com/non/ปัญหาการกินในเด็ก/

http://rajanukul.go.th/main/index.php?mode=academic&group=11&submode=academic&idgroup=427&id=5256

 

อ.อมรรัตน์

พบพัฒนาการเด็กล่าช้า กรมสุขภาพจิต ทำคู่มือแรกเกิด-5 ปี แจกพ่อแม่

พบพัฒนาการเด็กล่าช้า กรมสุขภาพจิต ทำคู่มือแรกเกิด-5 ปี แจกพ่อแม่

กรมสุขภาพจิตทำคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5 ปีแจกพ่อแม่ หลังพบเด็ก 30% มีปัญหาพัฒนาการล่าช้า เหตุขาดการดูแล ไม่มีการประเมิน และเข้าถึงบริการน้อย แนะพ่อแม่สังเกตพัฒนาการแต่ละช่วงวัย หากผิดปกติให้รีบกระตุ้นทันที ชี้รู้และรักษาเร็วช่วยให้เป็นปกติหายได้

วันนี้ (9 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาเด็กบกพร่องทางพัฒนาการของไทยในปัจจุบันพบว่า เด็กมีพัฒนาการล่าช้าเฉลี่ย 240,000 คนต่อปี จากการสำรวจพบว่า เด็กร้อยละ 30 จะมีปัญหาการพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งล่าช้า และในจำนวนนี้ร้อยละ 5 มักเป็นเด็กออทิสติก โดยปัจจัยสำคัญคือ การขาดการดูแลตั้งแต่วัยแรกเกิด-5 ปี อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงอัตราการเข้าถึงบริการของเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ พฤติกรรม และอารมณ์ของไทยยังมีน้อย โดยเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาเข้าถึงเพียง 33,592 คน หรือประมาณ 5.23% เป็นเด็กออทิสติก 7,212 คน หรือประมาณ 12.02% ของประชากรเด็ก ดังนั้น การค้นหา การช่วยเหลือเด็กที่มีความเสี่ยง และการดูแลส่งเสริมให้มีพัฒนาการตามวัยที่ถูกต้องเหมาะสม ตั้งแต่ระยะแรกอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศต่อไป

พญ.พรรณพิมล กล่าวอีกว่า ในการค้นหาเด็กที่มีความเสี่ยง กรมสุขภาพจิตได้ทำคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ปีสำหรับผู้ปกครองขึ้น ซึ่งมีการตีพิมพ์และแจกมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว โดยจะส่งไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วประเทศแห่งละ 30 เล่ม โดยคู่มือดังกล่าวจะมีระบุถึงการพัฒนาการของเด็กออก 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการเคลื่อนไหวหรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 2.ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา 3.ด้านการเข้าใจภาษา และ 4.ด้านการช่วยเหลือและสังคม ซึ่งในแต่ละด้านจะมีการให้คำแนะนำการกระตุ้นพัฒนาการแต่ละช่วงวัย เช่น อายุ 5-6 เดือน อายุ 7-9 เดือน เป็นต้น โดยช่วงอายุที่สำคัญคือช่วง 9 เดือน ต้องดูพัฒนาการของลูกแล้วว่าล่าช้าหรือไม่ เช่น วัย 1 เดือนสามารถนอนคว่ำ ยกศีรษะ และหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งได้หรือไม่ พูดได้ช้ากว่าปกติ ไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ ซนเกินไป ไม่มีสมาธิ หุนหันพลันแล่น ทำลายข้าวของ เป็นต้น หากผิดปกติให้ลองกระตุ้นลูกตามคำแนะนำในคู่มือก่อน หากพัฒนาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบพาไปพบแพทย์ หลังจากนั้นให้สังเกตอีกครั้งตอนช่วงอายุ 18 เดือน และ 36 เดือน

กรมสุขภาพจิตทำคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5 ปีแจกพ่อแม่ หลังพบเด็ก 30% มีปัญหาพัฒนาการล่าช้า เหตุขาดการดูแล ไม่มีการประเมิน และเข้าถึงบริการน้อย แนะพ่อแม่สังเกตพัฒนาการแต่ละช่วงวัย หากผิดปกติให้รีบกระตุ้นทันที ชี้รู้และรักษาเร็วช่วยให้เป็นปกติหายได้

วันนี้ (9 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาเด็กบกพร่องทางพัฒนาการของไทยในปัจจุบันพบว่า เด็กมีพัฒนาการล่าช้าเฉลี่ย 240,000 คนต่อปี จากการสำรวจพบว่า เด็กร้อยละ 30 จะมีปัญหาการพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งล่าช้า และในจำนวนนี้ร้อยละ 5 มักเป็นเด็กออทิสติก โดยปัจจัยสำคัญคือ การขาดการดูแลตั้งแต่วัยแรกเกิด-5 ปี อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงอัตราการเข้าถึงบริการของเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ พฤติกรรม และอารมณ์ของไทยยังมีน้อย โดยเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาเข้าถึงเพียง 33,592 คน หรือประมาณ 5.23% เป็นเด็กออทิสติก 7,212 คน หรือประมาณ 12.02% ของประชากรเด็ก ดังนั้น การค้นหา การช่วยเหลือเด็กที่มีความเสี่ยง และการดูแลส่งเสริมให้มีพัฒนาการตามวัยที่ถูกต้องเหมาะสม ตั้งแต่ระยะแรกอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศต่อไป

พญ.พรรณพิมล กล่าวอีกว่า ในการค้นหาเด็กที่มีความเสี่ยง กรมสุขภาพจิตได้ทำคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ปีสำหรับผู้ปกครองขึ้น ซึ่งมีการตีพิมพ์และแจกมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว โดยจะส่งไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วประเทศแห่งละ 30 เล่ม โดยคู่มือดังกล่าวจะมีระบุถึงการพัฒนาการของเด็กออก 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการเคลื่อนไหวหรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 2.ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา 3.ด้านการเข้าใจภาษา และ 4.ด้านการช่วยเหลือและสังคม ซึ่งในแต่ละด้านจะมีการให้คำแนะนำการกระตุ้นพัฒนาการแต่ละช่วงวัย เช่น อายุ 5-6 เดือน อายุ 7-9 เดือน เป็นต้น โดยช่วงอายุที่สำคัญคือช่วง 9 เดือน ต้องดูพัฒนาการของลูกแล้วว่าล่าช้าหรือไม่ เช่น วัย 1 เดือนสามารถนอนคว่ำ ยกศีรษะ และหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งได้หรือไม่ พูดได้ช้ากว่าปกติ ไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ ซนเกินไป ไม่มีสมาธิ หุนหันพลันแล่น ทำลายข้าวของ เป็นต้น หากผิดปกติให้ลองกระตุ้นลูกตามคำแนะนำในคู่มือก่อน หากพัฒนาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบพาไปพบแพทย์ หลังจากนั้นให้สังเกตอีกครั้งตอนช่วงอายุ 18 เดือน และ 36 เดือน

อ.อมรรัตน์

ระวังการกลับมาของ “โรคคอตีบ”

ระวังการกลับมาของ “โรคคอตีบ”

โรคคอตีบ ไม่พบในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปีแล้ว อยู่ๆ ก็เกิดระบาดขึ้น เช่น ที่พบในบางจังหวัดของภาตใต้ และภาคอีสาน คาดว่าน่าจะติดมากับแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามารับจ้างในประเทศไทย อาการป่วยคือมีไข้ พิษของเชื้อจะทำลายกล้ามเนื้อหัวใจและเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้ลำคออักเสบและมีแผ่นเยื่อในลำคอ ในรายที่รุนแรงจะทำให้ทางเดินหายใจตีบตันอาจเสียชีวิตได้
โรคคอตีบ หรือ  Diphtheria สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ เชื้อจะอยู่ในโพรงจมูก ในลำคอ ทำให้เกิดการอักเสบ มีแผ่นเยื้อเกิดขึ้นในลำคอ ในรายที่อาการรุนแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจ อาจทำให้เสียชีวิตได้ พิษของเชื้อโรค (exotoxin) ทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและเส้นประสาทส่วนปลาย ติดต่อกันง่ายทางไอจาม ส่วนใหญ่ประชาชนยังเข้าใจผิดว่าเกิดขึ้นเฉพาะในเด็ก แต่จริงๆ แล้ว โรคนี้เกิดได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ไม่มีภูมิต้านทานโรค

การแพร่ระบาดของโรค
              
เชื้อโรคคอตีบจะพบอยู่ในคนเท่านั้น โดยพบเชื้อในจมูกหรือลำคอของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ (carrier) ติดต่อกันได้ง่ายโดยการรับเชื้อโดยตรงจากการไอ จามรดกัน หรือพูดคุยกันระยะใกล้ เชื้อเข้าสู่ผู้สัมผัสทางปากหรือทางการหายใจ บางครั้งอาจติดต่อกันได้โดยใช้ภาชนะร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือ การอมของเล่นร่วมกันในเด็กเล็ก ผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญในชุมชน ส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วยโรคคอตีบในชุมชนแออัด ฐานะทางเศรษฐกิจไม่ค่อยดี เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน ในประเทศที่ยังพบโรคนี้ได้ ส่วนใหญ่จะพบในเด็กอายุระหว่าง 1-6 ปี สำหรับประเทศไทยอุบัติการณ์ของโรคได้ลดลงมาก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่พบจะอยู่ในชนบทหรือในชุมชนแออัด เป็นเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ
โรคคอตีบเกิดได้เท่ากันทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย พบได้ในคนทุกช่วงอายุ แต่มักไม่พบในเด็กอ่อนอายุต่ำกว่า 6 เดือน เนื่องจากเด็กช่วงอายุนี้ได้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคจากแม่ ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะหมดไปเมื่อเด็กอายุประมาณ 6 เดือน โดยทั่วไป ในประเทศที่ยังไม่พัฒนา มักพบโรคเกิดในเด็กเล็ก แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อเกิดโรคมักพบในวัยตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เนื่องจากขาดการฉีดวัคซีนกระตุ้น ซึ่งต้องฉีดทุกๆ 10 ปี
ระยะฟักตัวของโรคอยู่ระหว่าง 2-5 วัน เชื้อจะอยู่ในลำคอของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่บางครั้งอาจนานถึงหลายเดือน ผู้ที่ได้รับการรักษาเต็มที่เชื้อจะหมดไปภายใน 1 สัปดาห์

อาการและอาการแสดง
          
 มีไข้ มักไม่เกิน 39 องศาเซลเซียส อาจมีอาการหนาวสั่น อ่อนเพลีย เจ็บคอมาก กิน/ดื่มแล้วเจ็บคอมาก จึงทำให้กินได้น้อย หายใจลำบาก หายใจไม่ออก หายใจเร็ว หอบ เหนื่อย คอบวม และไอเสียงดังเหมือนสุนัขเห่า มีแผ่นเยื่อในจมูก ต่อมทอนซิล ลำคอ และกล่องเสียง มีอาการเสียงแหบลงเรื่อยๆ และอาจมีเลือดปนในน้ำมูก มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ บวม โต ซึ่งโตได้ทั้งสองข้าง

โรคแทรกซ้อน
           
 1) ทางเดินหายใจตีบตัน  2) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ  3) ปลายประสาทอักเสบ ทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อ หลังจากมีอาการทางเดินหายใจแล้ว อาจพบแผลบริเวณผิวหนัง พบได้ทั่วตัว พบบ่อยบริเวณแขนและขา แผลมีลักษณะเหมือนแผลทั่วไป แต่เมื่อตรวจเชื้อจะพบว่าเกิดจากเชื้อโรคคอตีบ

การวินิจฉัยโรค
           
  แพทย์วินิจฉัยโรคคอตีบได้จากประวัติอาการ ประวัติสัมผัสโรค ประวัติการฉีดวัคซีน การตรวจร่างกาย การตรวจย้อมเชื้อจากการป้ายสารคัดหลั่งจากหลังโพรงจมูก หรือจากลำคอ และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ เช่น ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเอกซเรย์ปอด

การรักษา
            
 โรคคอตีบมักต้องรักษาในโรงพยาบาลเสสมอ เพราะเป็นโรคที่มีอาการรุนแรง การรักษาได้แก่ การให้ยาต้านสารพิษของเชื้อโรค การให้ยาปฏิชีวนะ และการฉีดวัคซีนโรคคอตีบเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานต่อโรค การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้น้ำเกลือและให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ การใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งบางครั้งอาจต้องเจาะคอถ้าแผ่นเยื่อจากโรคเกาะหนามาก จนทางเดินหายใจแคบเกินกว่าจะหายใจเองได้ และการให้ออกซิเจน

การป้องกัน
           
 1. ผู้ที่มีอาการของโรคจะมีเชื้ออยู่ในจมูก ลำคอ เป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ดังนั้น จึงต้องแยกผู้ป่วยจากผู้อื่นอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังเริ่มมีอาการ หรือตรวจเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแล้ว 2 ครั้ง ผู้ป่วยที่หายจากโรคคอตีบแล้ว อาจไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึ้นเต็มที่ จึงอาจเป็นโรคคอตีบซ้ำอีกได้ ดังนั้น จึงต้องให้วัคซีนป้องกันโรค(DTP/DT) แก่ผู้ป่วยที่หายแล้วทุกคน
2. ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย เนื่องจากโรคคอตีบติดต่อกันได้ง่าย ดังนั้น ผู้สัมผัสโรคที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคจะติดเชื้อได้ง่าย จึงควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยทำการเพาะเชื้อจากลำคอ และติดตามดูอาการ 7 วัน ในผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน หรือได้รับไม่ครบ ควรให้ยาปฏิชีวนะฉีดเข้ากล้าม หรือให้กิน เป็นเวลา 7 วัน พร้อมทั้งเริ่มให้วัคซีน เมื่อติดตามดูพบว่ามีอาการ และ/หรือตรวจพบเชื้อ ต้องให้ยาปฏิชีวนะพร้อมกับให้ยาต้านเชื้อโรคคอตีบ(diphtheria antitoxin)เช่นเดียวกับผู้ป่วย
3. ในเด็กทั่วไป การป้องกันนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการให้วัคซีนป้องกัน ซึ่งเป็นวัคซีนรวม โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก และโรคไอกรน ฉีดทั้งหมด 5 ครั้ง เป็นระยะ เมื่ออายุ 2,4,6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4-6ปี ต่อจากนั้นฉีดกระตุ้นเมื่อ 12-16 ปี เฉพาะวัคซีนคอตีบและบาดทะยัก ไม่ต้องฉีดวัคซีนไอกรนเพราะเป็นโรคมักพบเฉพาะในเด็ก และต่อไปฉีดกระตุ้นทุกๆ 10 ปี
4. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ลดโอกาสติดเชื้อต่างๆซึ่งรวมทั้งเชื้อโรคคอตีบ และลดการติดโรคที่ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ติดเชื้อ การรู้จักใช้หน้ากากอนามัย และการร่วมมือกันในชุมชนในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้มีสุขอนามัยที่ดี

 

*********************************

อ. มนทรา ตั้งจิรวัฒนา

โรค ไอ พี ดี (Invasive Pneumococcal Disease) กับการได้รับวัคซีน

โรค ไอ พี ดี (Invasive Pneumococcal Disease) กับการได้รับวัคซีน

โรคไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease – IPD) คือการติดเชื้อ Streptococcus pneumoniae ชนิดรุนแรงและแพร่กระจาย ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคปอดอักเสบหรือปอดบวมได้ พบเชื้อแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค สภาพความแออัด สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และขนาดของครอบครัว พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ปกติพบเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 35 โดยพบมากที่สุดในเด็กทารกและเด็กเล็กในช่วงอายุ 2 – 3 ปี ในเด็กที่ป่วยอายุต่ำกว่า 5 ปี พบเชื้อสูงถึงร้อยละ 60 สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ในอวัยวะหลายระบบ ได้แก่ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง พบในทารกและเด็กเล็ก อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักจนเสียชีวิต หรือเกิดความพิการได้

สาเหตุ  เกิดจากเชื้อ Pneumococcus ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดกรัมบวก สายพันธุ์ที่พบเป็นสาเหตุของโรคไอพีดีประมาณร้อยละ 62 พบเชื้อนี้ได้ในทางเดินหายใจส่วนต้น (โพรงจมูกและคอหอย) เชื้อสามารถแบ่งตัวได้ดีในปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบและแพร่กระจายเข้ากระแสเลือดทำให้เกิดอาการโลหิตเป็นพิษ หรือกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบสมองและไขสันหลัง ทำให้เกิดอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้มีสมองอักเสบ หรือไปที่อวัยวะอื่นเช่น กระดูกและข้อทำให้มีกระดูกและข้ออักเสบ

กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เด็กที่มีความเสี่ยงสูงมากเป็นพิเศษต่อโรคไอพีดี ได้แก่ เด็กที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ปกติ เป็นโรคธาลัสซีเมีย ติดเชื้อเอชไอวี มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต โรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กมีความเสี่ยงต่อโรคไอพีดีสูงกว่าปกติ ในเด็กที่อายุ 2 – 11 เดือน พบว่าการได้ดื่มนมแม่จะทำให้โอกาสป่วยด้วยโรคไอพีดีลดลง ส่วนกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อ S. pneumoniae ที่ดื้อต่อยา penicillin ได้แก่ เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือมีประวัติอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กในช่วง 3 เดือนก่อน เด็กที่มีประวัติเคยได้รับยาปฏิชีวนะในช่วง 3 เดือนก่อน และเด็กที่มีการติดเชื้อของหูในช่วง 3 เดือนก่อน

องค์การอนามัยโลกคาดประมาณว่าโรคปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ S.pneumoniae เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตประมาณ 1.6 ล้านรายต่อปี โดยกว่าร้อยละ 90 ของการเสียชีวิตจากปอดอักเสบเป็นเด็กในประเทศที่กำลังพัฒนา อุบัติการณ์ของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ S.pneumoniae ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะต่ำกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา พบอัตราป่วยต่ำสุดในกลุ่มอายุ 5 – 17 ปี มักพบโรคนี้มากขึ้นในฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น หรือในที่ที่แออัด เช่นสถานรับเลี้ยงเด็ก ผู้ที่ป่วยมักจะมีโรคอื่นอยู่ก่อนแล้ว อัตราป่วยตายสูง

 

 

การพบเชื้อ S.pneumoniae ใน nasopharynge และการศึกษาความไวของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะนอกจากจะบอกถึงขนาดของปัญหาแล้วยังช่วยให้เพิ่มความตระหนักในปัญหามากขึ้น เนื่องจากเชื้อดื้อยาเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของโรคไอพีดี

การรักษา

ใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Penicillin หรือ Cephalosporins ปัจจุบันพบว่ามีการดื้อยามากขึ้นจึงจำเป็นต้องใช้ยาขนาดสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาได้ผลดีถ้ามาพบแพทย์ และได้เริ่มให้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว

การป้องกันและควบคุมโรค

  1. ให้เด็กดื่มนมแม่ เชื่อว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยป้องกันโรคได้
  2. สอนให้เด็กรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วย
  3. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และการพาเด็กไปในที่ๆ มีผู้คนแออัด โดยเฉพาะเมื่อเด็กป่วย
  4. สังเกตอาการของเด็ก หากมีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา

ไม่ควรซื้อยากินเอง และควรหยุดเรียนจนกว่าอาการจะปกติ

  1. การให้วัคซีน ควรให้ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนี้ เนื่องจากวัคซีนยังมีราคาแพงมาก

วัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี มี 2 ชนิด ได้แก่

  1. วัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ 23 (Polysaccharide Vaccine 23 serotype) เรียกย่อๆ PS 23

วัคซีนนี้ครอบคลุมเชื้อก่อโรคแบบลุกลาม (IPD) ในเด็กได้ครอบคลุม 80% ของสายพันธุ์ที่ก่อโรค แต่พบว่าวัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคนี้ที่ไม่ได้มาทางกระแสเลือด เช่น ถ้ามีการติดเชื้อปอดอักเสบจากการสำลักเชื้อเข้าไป วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโรคได้ นอกจากนั้นวัคซีนนี้ต้องให้ในเด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ ไม่สามารถให้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบบลุกลาม

  1. นิวโมคอคคัส คอนจูเกต (Pneumococcus conjugate Vaccine 7 serotypes)เรียกย่อๆ ว่า PCV 7 วั พบว่าครอบคลุมสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคในเด็กไทยได้ประมาณ 70% แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุ 2,4,6 และ 12-15 เดือน สำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น เด็กที่ไม่มีม้าม แนะนำให้ฉีดตามด้วยวัคซีน PS23 หลังอายุ 2 ปีด้วย

ความจำเป็นของวัคซีนป้องกัน IPD ในเด็กไทย

ต่างประเทศมีการใช้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ IPD อย่างแพร่หลาย บางประเทศยังได้มีการฉีดวัคซีนให้กับเด็กทารกทุกราย เด็กไทยอุบัติการณ์ของการเกิด IPD มีน้อยกว่าในต่างประเทศ ยังไม่มีการศึกษาการตอบสนองของวัคซีนนี้ในเด็กไทย ทำให้ยังไม่ทราบว่าเด็กไทยควรได้รับการฉีดกี่ครั้ง จึงจะเหมาะสม คำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก คือ ให้ฉีดวัคซีนชนิด PCV 7 คือ อายุ 2, 4, 6 และ 12-15 เดือน (4 ครั้ง) ส่วนเด็กที่มีความเสี่ยงต่อ IPD มาก เช่น ไม่มีม้าม หลังฉีดวัคซีนแล้วยังจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะป้องกันเหมือนเดิม เพราะวัคซีนยังไม่ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ของเชื้อนี้  ปัญหาใหญ่ของวัคซีนคงเป็นเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง วัคซีน PCV 7 ราคาเข็มละประมาณ 4,200 บาท จะฉีดกี่ครั้งให้ดูตามอายุที่เริ่มฉีดตามตาราง

 

ความจำเป็นที่บุตรหลานควรจะได้รับวัคซีนหรือไม่ คงอยู่ในดุลยพินิจของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง แพทย์เป็นฝ่ายให้ข้อมูลของโรคและวัคซีน คุณพ่อคุณควรขอคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ที่ดูแลบุตรหลาน

ข้อบ่งชี้ในการให้วัคซีนในเด็ก

  1. เด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปที่มี
  • โรคเรื้อรัง
  • เด็กที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ดี
  • ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ติดเชื้อ เอชไอวี
  • อยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือภาวะที่เสี่ยง
  • เด็กที่ได้รับการผ่าตัดใส่วัสดุเทียมของหูชั้นใน

อาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน PCV7 พบอาการเฉพาะที่ประมาณร้อยละ 10 – 20 อาการไข้และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  ประมาณร้อยละ 15 – 24 มักเป็นผลแทรกซ้อนในรายที่มีการตัดม้าม ในผู้ป่วยธัลลัสซีเมียซึ่งยังจำเป็นที่ต้องได้รับวัคซีนควบคู่กับการรับประมานยาเพนนิซิลินป้องกันอย่างต่อเนื่อง ผลข้างเคียงอื่นของวัคซีนที่พบ คือ อาจมีบวมแดงบริเวณที่ฉีด มีไข้ 2-3 วัน ในอนาคตอาจมีวัคซีนที่สามารถครอบคลุมสายพันธุ์ก่อโรคได้มากขึ้นซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย  (วิปร วิประกษิต,2550)

 

รายการอ้างอิง

โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี (IPD ; Invasive Pneumococcal Disease) : http://www.bangkokhealth.com/health/article

โรค ไอ พี ดี (Invasive Pneumococcal Disease).สำนักงานระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค. มปท.

วิปร วิประกษิต. (2550). วัคซีนIPDกับผู้ป่วยธัลลัสซีเมีย: http://www.thalassemia.or.th/magazine

/16-3/tf-magazine-08-05.pdf

โรคติดเชื้อ IPD พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี แต่ป้องกันได้ : http://www.thailovehealth.com/disease

/health-2561.html

อ.ดาริณี